
‘มะริด’ โอกาสทอง ของนักลงทุนไทย
“แลนด์บริดจ์” เชื่อมต่อทะเลอันดามันและอ่าวไทยบริเวณจุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
“แลนด์บริดจ์” เชื่อมต่อทะเลอันดามันและอ่าวไทยบริเวณจุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นอีกเส้นทางสำคัญที่นักลงทุนในอาเซียนต้องจับตามอง ยังส่งผลให้โครงการพัฒนาเมืองมะริดเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาร์ หลังจากเปิดเมืองมะริดอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้หลายฝ่ายจับตามอง จากการพัฒนาเมืองมะริดที่ทำได้รวดเร็วกว่าโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย
ด้วยพื้นที่ดังกล่าวเปรียบได้กับขุมทรัพย์ในสายตานักลงทุน จากทรัพยากรทางทะเลที่ยังสมบูรณ์มีศักยภาพที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของอาเซียนได้ไม่ยาก ที่สามารถผลิตสัตว์น้ำได้ถึง 1.34 แสนตันต่อปี มีการส่งออกมูลค่ารวมถึง 1.85 หมื่นล้านบาท (มูลค่าส่งออกอาหารทะเลไทยราว 3 หมื่นล้านบาท) และยังเป็นแหล่งป้อนวัตถุดิบที่สำคัญของไทยกว่า 80% ของสัตว์ประมงทั้งหมด
โดยเมื่อเร็วๆ นี้ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูรรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้เดินทางไปยังเมืองมะริด ตามแผนโรดโชว์การลงทุนชาติสมาชิกอาเซียน ที่ผลักดันให้การลงทุนในเมืองมะริดมีความหวังเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากแผนพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองมะริดถูกบรรจุในนโยบาย 100 วันแรกของรัฐบาลชุดใหม่เมียนมา ที่ต้องการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในประเทศ
ขณะที่ วีระ ศรีวัฒนตระกูล นายกสมาคมส่งเสริมพัฒนาการค้าการลงทุนประจวบฯ-มะริดและอดีต ผวจ.ประจวบฯ กล่าวมั่นใจว่ารัฐบาลจะผลักดันให้ด่านสิงขรกลายเป็นจุดผ่านแดนถาวรได้สำเร็จ หลังติดแค่เรื่องสำรวจเขตแดน
“ปีนี้เป็นโอกาสทองของนักลงทุนไทย เนื่องจากเมียนมาแฮปปี้กับนักลงทุนไทยมากกว่าชาติอื่นๆ ประกอบกับการลงทุนเริ่มตื่นตัวในเมืองมะริดจากนักลงทุนอาเซียนอย่าง ไทย มาเลเซีย จีน ฮ่องกง ที่เน้นด้านอสังหาริมทรัพย์และอาหารทะเล จีนถึงกับสร้างอุตสาหกรรมประมงแช่แข็งส่งกลับไปขายในประเทศ รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวกำลังจะบูมในอีกไม่กี่ปี หลังจากขอขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกเป็นชายฝั่งอันดามันที่มีแนวปะการังและสัตว์น้ำสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียด้วยเกาะที่มีมากถึง 800 เกาะ ขนาดที่ว่าอันดามันของไทยยังชิดซ้าย” วีระ กล่าว
สอดรับกับ ศุรอัฐ ณรงค์ฤทธิ์ ประธานหอการค้าประจวบคีรีขันธ์ ระบุมูลค่าการค้าชายแดนคาดจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3,000 ล้านบาท หรือปีละ 3.6 หมื่นล้านบาท หากเปิดเป็นด่านถาวรได้ ประกอบกับรัฐบาลเมียนมามีนโยบายที่จะย้ายฐานการขนส่ง และการค้าของเมืองมะริด จากปัจจุบันที่ส่งออกผ่านเกาะสองเข้าไทยที่ จ.ระนอง มาอยู่ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์แทน ซึ่งจะลดเวลาในการขนส่งเหลือไม่เกิน 7 ช.ม.เข้าสู่กรุงเทพฯและมหาชัย จ.สมุทรสาคร ซึ่งสินค้าอุปโภคและบริโภคในเมืองมะริดกว่า 90% นำเข้าจากประเทศไทย
ทั้งนี้จากหลายบทสรุป และบทวิเคราะห์ของนักลงทุนใน จ.ประจวบฯ ต่างชี้ตรงกันว่าการค้าเมืองมะริดมีอนาคตที่สดใส แต่ติดปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนนทางหลวงจากด่านสิงขร-มะริด ที่ยังไม่แล้วเสร็จตลอดจนปัญหาด้านพลังงาน เนื่องจากยังไม่มีโรงไฟฟ้าทำให้เอกชนต้องปั่นไฟเอง ส่งผลให้ราคาสินค้าในเมืองมะริดมีราคาสูงกว่าปกติ ยังไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเมียนมาเองก็พยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ ทั้งด้านพลังงาน จากการให้ประเทศเกาหลีเข้ามาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า 300 เมกะวัตต์บริเวณเมืองมะริด รวมถึงพัฒนาด้านการขนส่งทั้งลงทุนสถานีขนส่งและท่าเรือขนาดใหญ่ รวมถึงปรับปรุงสนามบินและท่าเรือสะพานปลา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดใน 3 ปี
โดยเฉพาะถนนเชื่อมต่อที่คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในต้นปีหน้าหลังก่อสร้างแล้วเสร็จไปแล้ว 135 กม. จากทั้งหมด 180 กม. ขณะที่ฝ่ายไทยเองเตรียมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่างๆ อาทิ จุดขนถ่ายสินค้าที่สถานีรถไฟหนองหินห่างจากด่านสิงขรประมาณ 10 กม. การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกคลองวาฬ และท่าอากาศยานประจวบคีรีขันธ์
จากยุทธศาสตร์แลนบริดจ์ ยังเป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าสำคัญของอาเซียน เนื่องจากเป็นการเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกที่เรือจากอินเดีย จีน และยุโรปสามารถเดินทางมาได้ เชื่อมต่อกับอ่าวไทยที่มีเส้นทางเลียบชายฝั่งด้านใต้ (Southern Coastal Subcorridor) เชื่อม ไทย-เวียดนาม-กัมพูชา ตรงกับนโยบายของกระทรวงคมนาคมที่จะส่งเสริมการค้าชายฝั่งมากขึ้น รวมทั้งชายฝั่งดังกล่าวยังเชื่อมกับเส้นทางสายกลาง (Central Subcorridor) เริ่มจากคุนหมิงแต่ไปสิ้นสุดที่ฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม โดยจะเชื่อมต่อกับทางหลวงสายเอเชีย A1 ที่วิ่งในทิศเหนือ-ใต้ของประเทศเวียดนามที่เมืองฮานอยและเส้นทางสายตะวันออก (Eastern Subcorridor) เริ่มจากเมืองหนานหนิง ในมณฑลกว่างสี (Guangxi) ของจีนมายังเมืองฮานอย โดยเลือกได้ว่าจะเป็นเส้นทางเลียบชายทะเล ทั้งยังมีการขนส่งไปยังมาเลเซียที่ทำอยู่แล้วอีกด้วย
วีระ กล่าวเสริมว่า แลนด์บริดจ์ดังกล่าวยังมีเส้นทางเชื่อมทางน้ำ คือ เส้นทางทะเลมะริด-แม่น้ำตะนาวศรี อีกทั้งยังสามารถพัฒนาการขนส่งทางราง-ทางบก ตลอดจนท่อส่งก๊าซและน้ำมันระหว่างกันได้อีกด้วย ซึ่งจากก่อนหน้าที่เคยพาผู้ประกอบการธุรกิจโอท็อปจำนวน 40 รายร่วมแสดงสินค้าในเมืองดังกล่าว ซึ่งสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 5 ล้านบาทใน 4 วัน ซึ่งทำให้เห็นแนวทางว่าหากมีสินค้าใหม่ไปนำเสนอ ก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมาก และจากการคาดการณ์ใน 5 ปีข้างหน้า เมืองมะริดจะเติบโตกว่าเท่าตัว ทำให้ตอนนี้เป็นโอกาสของนักลงทุนต้องรีบเข้าไปกอบโกยกำไรในมะริด
เป็นอีกความมั่นใจ ที่นายกสมาคมส่งเสริมพัฒนาการค้าการลงทุนประจวบฯ-มะริด ฝากไปถึงนักลงทุนที่กำลังสนใจไปขุดทองในขุมทรัพย์ดังกล่าว







