posttoday

งบแสดงความมั่งคั่งและงบดุลชีวิต

20 เมษายน 2559

โดย ดร.ศุภกร สุนทรกิจ กรรมการบริหาร สายงาน Wealth Management บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด

โดย ดร.ศุภกร สุนทรกิจ กรรมการบริหาร สายงาน Wealth Management  บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด


สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกๆท่าน ผ่านเทศกาลแห่งความสุขของทุกคน หลังจากที่ได้ท่องเที่ยว ได้ใช้ชีวิตนอกห้องทำงานกันยาวๆ หรือบางคนเลือกที่จะพักผ่อนอยู่กับบ้านเพื่อหนีรถติดผมก็หวังจะเป็นช่วงเวลาที่มีค่าของทุกท่านนะครับ

วันนี้ผมอยากจะพูดถึงการวัดความมั่งคั่งเพราะที่ผ่านมาเราจะได้ยินกันบ่อยถึงเรื่องของการลงทุนเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งหรือการบริหารจัดการความมั่งคั่ง แต่เคยสงสัยมั้ยครับว่าความมั่งคั่งมันคืออะไรและเราสามารถวัดความมั่งคั่งได้อย่างไร ความหมายของความมั่งคั่งสามารถเขียนออกมาเป็นสมการได้ดังนี้

ความมั่งคั่ง =  มูลค่าของสินทรัพย์ – มูลค่าของหนี้สิน

ดังนั้น ถ้าเราเห็นใครมีทรัพย์สินมากๆเช่น บ้านราคาแพง รถยนตร์หลายคัน บ้านพักตากอากาศ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขามีความมั่งคั่งที่มาก เพราะหากเขาใช้เงินกู้เกือบทั้งหมดมาเพื่อซื้อหาสินทรัพย์ที่เราเห็นหักกลบแล้วเขาอาจจะเหลือความมั่งคั่งหรือเวลท์ที่แท้จริงไม่ถึงล้าน แต่ถ้าหากเขาซื้อหาหรือได้สินทรัพย์นั้นมาด้วยเงินสดเป็นส่วนใหญ่หรือได้รับมรดกตกทอดมา เราสามารถระบุได้ว่าคนๆนั้นเป็นผู้มีความมั่งคั่งจริง

การวัดความมั่งคั่งคือ มูลค่าของสินทรัพย์จะคำนวณด้วยมูลค่าตลาด สิ่งนี้จะมีผลต่อความผันผวนของความมั่งคั่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดาเศรษฐีทั้งหลายที่ถือครองหุ้นในบริษัทของตนเองหรือครอบครัวที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะถ้าปีใดที่ตลาดหุ้นหรือหุ้นที่เขาถืออยู่ปรับตัวสูงขึ้นคนๆนั้นก็จะรวยขึ้นหรือมั่งคั่งมากขึ้น แต่ถ้าปีใดที่หุ้นตกความมั่งคั่งของเขาก็จะลดลง อสังหาริมทรัพย์ก็เช่นกันหากมีการปรับราคาประเมินหรือราคาขายก็จะส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งแม้จะไม่ผันผวนเหมือนตลาดหุ้น เช่นหากเรามีที่ดิน 1 ไร่ ตอนเราซื้อมาที่ราคาไร่ละ 1 ล้านบาท แต่หาก5 ปีต่อมาราคาที่เพิ่มขึ้นเป็นไร่ละ 3 ล้านบาท เท่ากับเรามีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านบาททีเดียว

ผมจะลองยกตัวอย่างการคำนวณความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง สมมติว่าชื่อเอกชัย อายุ 35 ปีทำงานอยู่บริษัทเอกชนที่มีความมั่นคง เขาคิดจะทำงานที่นี่ไปอีก 20 ปีจนเขาจะเกษียณเมื่ออายุ 55 ปี เอกชัยทำงานเก็บเงินซื้อรถ แต่งงานและมีคอนโด 1 ห้องมูลค่า 6 ล้านบาท โดยอาศัยเงินกู้ ผมสรุปไว้ในตารางทรัพย์สินไว้ดังนี้

จากตารางจะเห็นว่าเอกชัยมีสินทรัพย์ในปัจจุบันทั้งสิ้น 7.63 ล้านบาท แต่หากเรานับรวมภาระหนี้สินที่มีจะพบว่าความมั่งคั่งของเอกชัยจะเหลือเพียง 1.73 ล้านบาท ซึ่งแตกต่างกันค่อนข้างมากนะครับ

สุดท้ายผมอยากพูดถึงแง่คิดเรื่องของงบดุลชีวิต ในกรณีของเอกชัย ถ้าวางแผนที่จะเกษียณเมื่ออายุ 55 ปี เขามีเวลาทำงานเหลืออีก 20 ปีและหากเขาอยากที่จะมีเงินใช้หลังเกษียณอีกเดือนละ 5 หมื่นบาทไปอีกจนกว่าเขาจะอายุ 85 ปีโดยคร่าวๆเขาจะต้องมีเงินเก็บก่อนที่เขาจะเกษียณประมาณ 9.3 ล้านบาท หากเราคำนึงถึงจุดนี้และคิดว่านี่คือภาระหนี้ของการเกษียณซึ่งเงินดังกล่าวสามารถคิดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบันได้ประมาณ 2.7 ล้านบาท นั่นแปลว่า ณ ปัจจุบันเอกชัยจะมีเวลท์ที่ติดลบทันที!!

แต่มันยังไม่จบครับเพราะเอกชัยยังมีสินทรัพย์ที่สำคัญและมีค่าที่สุดอีกประการคือมูลค่าของตัวเขาเอง ผมกำลังจะบอกว่าหากเอกชัยยังคงทำงานไปเรื่อยๆจนเกษียณและมีเงินเหลือเก็บหลังหักค่าใช้จ่ายและภาษีต่างๆเขาจะมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นทันที ดังที่ผมแสดงให้เห็นในตารางด้านล่าง ที่ผมขอเรียกมันว่างบดุลของชีวิตนั่นเอง
 
หวังว่าคงไม่หนักเกินไปนะครับสำหรับช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ ท้ายสุดผมขอให้ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านมีความสุขและโชคดีกับการลงทุนครับ


 

ข่าวล่าสุด

วิกฤตฝุ่นเหนือสะสม เสี่ยงทำเซลล์ปอดกลายพันธุ์-กระตุ้นมะเร็ง