posttoday
กรรมการอิสระ : ความคาดหวังกับความเป็นจริง

กรรมการอิสระ : ความคาดหวังกับความเป็นจริง

18 เมษายน 2559

โดย ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

โดย ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

ไม่นานมานี้เอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer, CEO) ยังถือเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบริษัท เพื่อนและก๊วนกอล์ฟของเขามักจะได้รับเชิญให้เป็นกรรมการของบริษัท พร้อม รับผลประโยชน์/สิ่งตอบแทนและเบี้ยประชุมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสามารถบริหารธุรกิจดังกล่าว อย่างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีการคัดค้าน แต่ทุกอย่างก็ต้องจบลงอย่างกะทันหันเมื่อเกิด วิกฤตเศรษฐกิจของปี 2540 ตั้งแต่นั้นมา หน่วยงานกำกับดูแลและนักลงทุนสถาบันได้พยายามผลักดันความคิดของการมี กรรมการอิสระ เพื่อเป็นวิธีแก้ปัญหาของบริษัทไทย การดูแลส่วนได้เสียของผู้ถือหุ้น ถือเป็นคติหลักของบริษัทส่วนมาก และการมีกรรมการอิสระก็ถือเป็นวิธีหนึ่งที่จะตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารให้ดีขึ้น ในเวลาเดียวกับที่ทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยสามารถออกความเห็นในบริษัทได้ การกำกับดูแลกิจการในประเทศไทยมีความคล้ายกับในสหรัฐมาก ที่ในคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการสรรหา จะต้องมีองค์ประกอบเป็นกรรมการอิสระเท่านั้น การเคลื่อนไหวและการเรียกร้องดังกล่าว เห็นชัด ได้มากยิ่งขึ้นภายใต้ Dodd-Frank Act ซึ่งบังคับให้คณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทนจะต้องเป็นกรรมการอิสระเท่านั้น สถาบันการเงินรายใหญ่ยังต้องมีคณะกรรมการความเสี่ยงที่แยกออกมาโดยจะต้องเป็นกรรมการอิสระเท่านั้น

สถานการณ์ปัจจุบันจะมุ่งสู่คณะกรรมการที่มีแต่กรรมการอิสระ มีเพียงประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่เป็นกรรมการไม่อิสระในคณะกรรมการเท่านั้น แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่มันดูราวกับว่าในช่วงสองทศวรรษหลังวิกฤตเศรษฐกิจ

เมื่อปี 2540 เรากำลังมุ่งหน้ากลับไปกับการมีคณะกรรมการบริหารที่มีแต่เพื่อนพ้องอีกแล้ว ตัวอย่างที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ คือเกี่ยวกับกลุ่มผู้บริหารของธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีมูลค่าตามตลาดถึง 3.5 แสนล้านบาท เรื่องนี้ก็ได้รับความสนใจและได้รับการรายงานในสื่อต่างๆ เป็นอย่างมาก 

โดยเฉพาะเกี่ยวกับค่าปรับมูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท ที่ต้องจ่ายโดยกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของบริษัทดังกล่าว สำหรับการซื้อขายหุ้นที่ผิดกฎหมาย (Insider Trading) โดยใช้ข้อมูลภายในก่อนที่จะแจ้งให้ประชาชนทั่วไปทราบ

ผู้ที่ติดตามเรื่องนี้ต่างยินดีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีความกล้าพอที่จะเปิดโปงการซื้อขายลักษณะเอารัดเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย ของกลุ่มบุคคลที่ได้รับทราบข้อมูล ก่อนที่จะมีการเปิดเผยในตลาดทั่วไป

แต่สิ่งที่ผิดหวังมากคือการกระทำ หรือการไม่กระทำของคณะกรรมการตรวจสอบ และกรรมการอิสระของบริษัท ที่ยังปล่อยให้กลุ่มผู้บริหารดังกล่าวยังสามารถอยู่ในตำแหน่งหน้าที่เดิม โดยไม่มีการลงโทษใดๆ

อีกกรณีตัวอย่างจะเกี่ยวกับธนาคารไทยรายใหญ่แห่งหนึ่งที่เพิกถอนบริษัทลูก (ธุรกิจประกันชีวิต) ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการกระทำดังกล่าว ธนาคารดังกล่าวพยายามหาทางลัดเพื่อลดขั้นตอนและเอาเปรียบผู้ถือหุ้น รายย่อย โดยเลือกที่ไม่ใช้ที่ปรึกษาการเงินอิสระ แต่แต่งตั้งตัวเองเป็นที่ปรึกษา โดยไม่คำนึงถึงกฎระเบียบหลักทรัพย์ และหลักการการกำกับดูแลกิจการที่ดีที่แย่ไปกว่านั้นยังมีการกระหนาบคาบเกี่ยวระหว่างสองบริษัทโดยที่กรรมการบางคนนั่งอยู่ในคณะกรรมการของธนาคารและของบริษัทลูกในเวลาเดียวกันซึ่งทำให้คณะกรรมการทั้งสองชุดอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถยืนยันความโปร่งใสและความยุติธรรมกับผู้ถือหุ้นทุกคนได้ แต่ก็ยังเป็นที่งุนงงว่าทำไมกรรมการอิสระเหล่านี้ ยังสามารถทำให้นักลงทุนผิดหวังได้ถึงขนาดนี้ บนกระดาษ กรรมการอิสระเหล่านี้ ล้วนมีองค์ประกอบที่ดีเลิศ และมีประสบการณ์ที่รับรองตัวตนได้อย่างดีเช่นกัน แต่เมื่อต้อง เผชิญสถานการณ์กดดันในชีวิตจริง กรรมการอิสระเหล่านี้ยอมที่จะละเว้นความรับผิดชอบต่อความไว้วางใจจากผู้ถือหุ้นและพร้อมที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ โดยเมินเฉยการกระทำผิดอย่างชัดเจนของผูับริหารภายใต้การดูแลของพวกเขาผู้เชี่ยวชาญยังมีความเห็นที่แตกต่างกันถึงอัตราส่วนของกรรมการอิสระและกรรมการภายใน ในองค์ประกอบของคณะกรรมการ ความต้องการที่ให้มีหลักการกำกับกิจการที่ดีขึ้น โดยการใช้กรรมการอิสระมากเกินไป อาจหมายความว่าคณะกรรมการจะสูญเสียความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของกรรมการภายใน ที่จำเป็นในการบริหารบริษัทอย่างถูกต้องและเหมาะสม เป็นที่น่าสนใจมากที่ธนาคารที่ล้มเหลวอย่าง Lehman Brothers และ Bear Stearns มีองค์ประกอบคณะกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระเสียส่วนมาก ในเวลาเดียวกับผู้บริหารของธนาคารดังกล่าว ไม่สามารถมองเห็นวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น คณะกรรมการของธนาคารดังกล่าว ก็ไม่ได้คาดเดาถึงวิกฤตดังกล่าวเช่นกัน

สองธนาคารที่ผ่านพ้นวิกฤต Subprime ได้ดีที่สุด คือ Goldman Sachs และ JPMorgan สามารถผ่านพ้นมาได้ภายใต้การนำของประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่แข็งแกร่งมาก

ผมสังเกตว่า ในความเป็นจริงกรรมการอิสระมักจะไม่มีความอิสระอย่างแท้จริง และยังอยู่ภายใต้การคลอบงำของประธานบริษัท และหรือผู้ถือหุ้น/ผู้ก่อตั้งของบริษัทครอบครัว นอกจากนี้ กรรมการอิสระหลายท่านก็จะมีงาน
ประจำอยู่ จึงไม่สามารถหวังหรือพึ่งพวกเขาให้มานั่งศึกษา Spreadsheet ของความเสี่ยงเพื่อจะให้มีความเข้าใจอย่างชัดเจนของระดับความเสี่ยงของบริษัทดังกล่าว

หลักฐานก็ยังบ่งชี้ไปในหลายทิศทางเกี่ยวกับน้ำพักน้ำแรงของกรรมการอิสระ เพราะฉะนั้นการจะทำให้มีการกำกับดูแลกิจการให้ดีขึ้น โดยหวังพึ่งกรรมการอิสระก็เหมือนกับความพยายามที่จะหาจอกศักดิ์สิทธิ์ (Holy Grail)

ผมไม่อยากจะให้คุณมองว่าผมเป็นคนเรื่องมาก แต่อาจถึงเวลาที่สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทยจะลองทบทวนตัวเอง และเริ่มวิเคราะห์ตัวเองเกี่ยวกับเหตุผลที่ทำให้เกิดความผิดพลาดในโครงการและหลักสูตร

การอบรมของสมาคม กรรมการอิสระเหล่านี้หลายท่านเป็นสมาชิกที่เสียค่าสมาชิกของสมาคม บุคคลเหล่านี้ก็ได้ผ่านหลักสูตรจำเป็น แต่เป็นที่ชัดเจนว่าคติหรือหลักคำสอนของหลักธรรมาภิบาล อาทิ หน้าที่ความห่วงใยและความภักดี เป็นต้น คงจะตกหล่นในการสอนหรือการแปล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท