
หาทางออก
นโยบายคุมเข้มของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ที่เข้ามาจัดการจัดระเบียบจราจรในกรุงเทพมหานคร
โดย...ดาบบุญ
นโยบายคุมเข้มของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ที่เข้ามาจัดการจัดระเบียบจราจรในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะปมที่จะกำราบจักรยานยนต์จำนวนเหยียบ 4 ล้านคัน เพื่อให้อยู่ในร่องในรอย ขับขี่อย่างเป็นระเบียบ และไร้ซึ่งอุบัติเหตุที่ต้องพรากลมหายใจ และหยิบยื่นความบาดเจ็บให้
แผนของ พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่ล่าสุดยืนแถลงมาดเข้มให้ตำรวจจราจรทั่วกรุงเทพฯ กำชับและห้ามเด็ดขาดไม่ให้จักรยานยนต์แม้แต่คันเดียวสัญจรผ่านสะพานและอุโมงค์ทางลอดทางแยก
ฝ่าฝืนต้องปรับที่ราคา 500-1,000 บาท
ผลที่ออกมาของนายตำรวจมากไอเดียอย่าง พล.ต.ต.อดุลย์ กลายเป็นฟืนไฟที่เหมือนโถมลงไปในน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะเสียงจากเหล่านักบิดที่ใช้จักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเกือบ 4 ล้านคัน ประสานออกมาพร้อมกันว่า นโยบายนี้ มันกีดกัน มันเอารัดเอาเปรียบ เลยเถิดไปถึงว่า พวกเขา (จักรยานยนต์) เป็นเพียงพลเมืองชั้นสอง หนำซ้ำยังเสียภาษีเหมือนๆ กัน แล้วทำไมจึงมาใช้ท้องถนนร่วมกันกับรถยนต์ไม่ได้
เพราะพี่ๆ ตำรวจจราจรจ้องแต่จะเล่นงานรถเล็ก ขณะที่รถใหญ่ทำผิดกฎหมายจราจรบ่อยไป เหตุใดจึงไม่หันไปสนใจบ้าง
ยิ่งนโยบายที่ห้ามขึ้นสะพานลงอุโมงค์ ก็ไปเพิ่มปัญหาอุปสรรคให้กับเหล่านักบิดไม่น้อย เพราะจากเดิมที่เคยใช้สัญจรได้ ผ่านได้ ทุกวันนี้ห้าม ไปไม่ได้ ก็ต้องขับอ้อมเลยไปหลายกิโลเมตรกว่าจะกลับมาสู่เส้นทางที่จะไป
ดาบบุญ...ไปสอดส่องตามโลกออนไลน์ พบว่า ส่วนใหญ่เหล่านักบิดเดือดร้อนอย่างหนัก และอาจจะประท้วงเงียบ หรือประท้วงเสียงดังกับนโยบายนี้ของท่านอดุลย์
มุมเหตุผลของตำรวจ...ดาบบุญ...ก็ลองศึกษาดูเช่นกัน พบว่าเป็นเพราะหากปล่อยให้จักรยานยนต์ใช้สะพานหรืออุโมงค์ที่ห้ามไว้ มันสุ่มเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุอย่างมาก บวกกับรถยนต์ที่ใช้สะพานหรืออุโมงค์ก็วิ่งกันด้วยความเร็วเพราะถือเป็นทางที่ต้องระบายรถ สุ่มเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา รถจะติดเป็นหางว่าวยาวไปอีก
และอีกเหตุผลก็เพื่อไม่ให้พี่ๆ บรรดานักบิดต้องมาประสบอุบัติเหตุด้วยต่างหาก
นักบิดก็สวนอีกดอก หากห่วงอุบัติเหตุจริง ก็ให้ตำรวจจราจรดักที่ทางขึ้นสะพาน หรือทางลงอุโมงค์ แล้วห้ามไม่ให้เข้า ไม่ให้ขึ้นสิ หาใช่ว่ามาดักกันที่ทางลงแล้วจับปรับกันซะงั้น
ตำรวจก็ตอบให้ว่า นักบิดก็ต้องเคารพกติกากันเองสิ บอกห้ามคือห้าม เกรงกลัวกฎไม่ใช่เกรงกลัวตำรวจ
กลายเป็นหนังเรื่องยาวขึ้นมาทันที ดาบบุญก็เห็นใจทั้งสองฝ่าย นักบิดก็ร้อน ทางไหนจะเร่งรีบให้ผ่านไปได้ก็ต้องฉวยคว้าเอาไว้ก่อน คงไม่มีใครโลกสวยคิดว่าห้ามก็ห้าม ไม่ให้ก็ไม่ให้ แต่ด้านตำรวจเองก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ออกมาตามเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้
ทางออกที่ดีก็เจอคนละครึ่งทาง...ดาบบุญ...เชื่อว่าหากมันเดือดร้อนจริงๆ แน่นอนว่าตำรวจก็ฟังเสียงประชาชนอยู่แล้ว แต่เพื่อความปลอดภัย พี่นักบิดก็ต้องเคารพกติกาเช่นกัน
เร่งหาทางออกร่วมกัน กลัวเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวเพราะจักรยานยนต์ก็กลุ่มใหญ่ในสังคม มัวแต่มาชกคนละหมัด กลัวว่าทั้งสองฝ่ายจะหาทางลงไม่เจอ
ไม่เช่นนั้น ปัญหาก็ซ้ำซากอยู่แบบเดิม







