
เวียดนามระบือนาม
ลงนามความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) เสร็จ ก็ฮอตฮิตระเบิดระเบ้อ
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์ [email protected]
ลงนามความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) เสร็จ ก็ฮอตฮิตระเบิดระเบ้อ
ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึงประเทศเวียดนาม
สำนักข่าว Vietnamnews ของเวียดนาม รายงานครับว่า ยังไม่จบไตรมาสแรกของปีนี้ดี เวียดนามมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) เข้ามาแล้วประมาณ 4,030 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.42 แสนล้านบาท
ข้อมูลของสำนักงานการลงทุนจากต่างประเทศ (เอฟไอเอ) ของเวียดนาม ระบุว่า มีการลงทุนใหม่ทั้งสิ้น 473 โครงการ รวมกว่า 2,740 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงขึ้นถึง 125% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เป็นการขยายการลงทุนของบริษัทที่ลงทุนอยู่แล้วอีก 203 โครงการ มูลค่า 1,290 ล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น 105% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ภาพรวมจึงเติบโตขึ้น 119% หรือเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
การเติบโตแบบก้าวกระโดดในปีนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่ครับ เพราะการเจรจาทีพีพีชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว นักวิชาการ นักวิเคราะห์จำนวนนับไม่ถ้วนก็ฟันธงอยู่แล้วว่า เวียดนามจะได้ ประโยชน์จากทีพีพีอย่างเด่นชัด สปอตไลต์การลงทุนจึงฉายชัดมาที่เวียดนาม
ทุนเกาหลีใต้ที่ลงทุนหนักอยู่แล้ว ทุนสิงคโปร์ ทุนไต้หวัน ทุนจีน ล้วนแล้วแต่เห็นว่าเวียดนามเป็นประเทศเป้าหมายการลงทุนที่สำคัญ ทั้งหมดจึงตบเท้ากันเข้ามาลงทุนในทั้งอุตสาหกรรมที่ตัวเองถนัดและอุตสาหกรรมที่เวียดนามมีศักยภาพ
ภาคการผลิตยังคงนำโด่งด้วยสัดส่วนการเข้ามาลงทุนถึง 72.2% ของเอฟดีไอทั้งหมดในไตรมาสแรก ตามด้วยภาคอสังหาริมทรัพย์ 6% รวมทั้งธุรกิจบันเทิงก็ยังมีการลงทุนขนาดใหญ่ คิดเป็นสัดส่วน 5.2% ของเอฟดีไอ
แม้เราจะ “ไม่แปลกใจ” กับการลงทุนมหาศาลในเวียดนามปีนี้ แต่เราก็“ไม่ควรไว้วางใจ” กับสถานการณ์ดังกล่าว
สาเหตุแรก เรารู้อยู่แล้วครับว่าเวียดนามกำลังเลื่องชื่อระบือนาม ถ้าเราไว้วางใจปล่อยการลงทุนมหาศาลเกิดขึ้น โดยที่ไม่มีเราร่วมวงอยู่ในนั้น อนาคตอยากจะลงทุนในเวียดนามก็จะยากขึ้นครับ เพราะคู่แข่งลงทุนนำหน้าเราไปหมดแล้ว
สาเหตุที่สอง ในการตัดสินใจลงทุนหนึ่งครั้ง ย่อมต้องมีการเปรียบเทียบหลายๆ ประเทศที่น่าสนใจ มีศักยภาพตอนนี้บริษัทเอกชนต่างชาติแห่กันตัดสินใจเลือกเวียดนาม นั่นหมายความว่า ประเทศอื่นก็เสียโอกาสนั้นไปเรียบร้อย
แน่นอนว่า ไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เสียโอกาสนั้น
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ จึงไม่ใช่สถานการณ์ที่ไว้วางใจได้ครับ เราเห็นแล้วว่าเอฟดีไอเวียดนามเติบโตเป็นเท่าตัว เอกชนก็ต้องไม่อยู่ที่เดิมครับ ภาครัฐเองก็ต้องหาวิธีดึงดูดการลงทุนเพิ่ม อาจไม่ต้องเข้าร่วมทีพีพีก็ได้ แต่ต้องมีมาตรการและเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม







