ทหารไม่มีทางโกง

วันที่ 25 มี.ค. 2559 เวลา 09:59 น.
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง antibodyposttoday@gmail.com

เห็นข่าวแถลงเรื่องผลสอบทุจริต “อุทยานราชภักดิ์” แล้วก็ได้แต่หัวเราะหึๆ ในลำคอ เพราะแทบจะไม่มีอะไรต่างจากที่คาดไว้แต่แรก

เริ่มตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบ ที่แม้จะมีขั้นตอน 3-4 ชั้น ต่างก็เป็น “คนกันเอง” ทั้งสิ้น ที่ทำหน้าที่นี้ เริ่มตั้งแต่กองทัพบก กระทรวงกลาโหม ไปจนถึง ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นประธาน

เห็นหน้าค่าตา ก็รู้แล้วครับว่า ผลที่ออกมาย่อมเชื่อถือได้แน่นอน

การจ่าย “หัวคิว” จึงไม่ผิด เพราะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ระบุไว้แล้วว่าเป็นค่า “โสหุ้ย” หรือ “ค่าที่ปรึกษา” ซึ่งปกติเอกชนจ่ายกับเอกชนอยู่แล้ว

แต่ไม่รู้ทำไม คนที่ได้รับค่าโสหุ้ย ถึงต้องเอาเงินไปบริจาคทีหลัง แล้วก็ไม่รู้ทำไม เซียนพระที่ได้เงินมา และบริจาคคืนไปแล้ว ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ

เช่นเดียวกับ “นายทหาร” ที่มีชื่อพัวพันกับโครงการราชภักดิ์ ต่างก็หนีตายไปไหนไม่รู้ ซึ่งก็ไม่รู้จะหนีอีกทำไม ถ้าไม่มีการโกง

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม อาจจะหงุดหงิดอยู่บ้าง เพราะเคยไปพูดว่า อาจมี “ค่าหัวคิว” บางส่วน แต่ได้บริจาคไปเรียบร้อย ทำให้ท่าน รมว.ยุติธรรม ไม่กล้าชี้แจงแทน ต้องโยนกลับไปให้ท่านอุดมเดชตอบเอง จนท่านอุดมเดชโมโหโกรธา ออกทีวีตอบโต้ไม่รู้กี่ช่อง

กลายเป็นเรื่อง “เดือดกันเอง” ในบรรดาบิ๊กทหาร ที่คนภายนอกไม่อาจเข้าไปยุ่มย่ามได้

กระนั้นเอง เมื่อ “ป๋าป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ การันตีว่าเรื่องความพิลึกพิลั่นในอุทยานราชภักดิ์จบแล้ว และป๋าเปรม ก็เคยการันตีว่า “โด่งเป็นคนดี” เรื่องนี้ก็ควรจะจบ

ส่วนเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล วิธีตอบสังคมก็ง่ายนิดเดียว คือการตั้งกรรมการมาสอบกันเอง การันตีกันเอง รวมถึงเปลี่ยนวิธีเรียกใหม่

เป็นต้นว่า หากจัดซื้อไมโครโฟนที่ราคาสูงเกินจริง ก็ไม่ถือเป็นการ “ทุจริต” แต่เป็นเรื่องของ “ส่วนต่างเยอะ” และค่าหัวคิว ก็เป็นเพียงค่าที่ปรึกษาเท่านั้น

หรือถ้าจะมีใครเอาญาติพี่น้องเข้ามากินเงินเดือนเป็นผู้ช่วย เป็นที่ปรึกษา สนช. ก็ขอให้เข้าใจว่า เป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะต้องการคนที่ “ไว้ใจได้” และเมื่อถูกกดดัน ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แค่ให้คนที่ดำรงตำแหน่งพวกนี้ “ลาออก” เท่านั้นเอง

ขณะเดียวกัน นโยบาย “ประชานิยม” ที่ถูกหยามเหยียดว่าเป็นเครื่องมือของนักเลือกตั้ง เพื่อมอมเมาประชาชน และสร้างการทุจริต ก็ถูกตั้งชื่อใหม่สวยหรูว่าเป็น “ประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก”

ผลลัพธ์ของโครงการก็ไม่ต่างอะไร เมื่อโครงการเงิน “ตำบลละ 5 ล้าน” เริ่มมีผู้ร้องเรียนว่า การจัดซื้อจัดจ้างบางอย่างสูงเกินจริง และไม่ได้มาตรฐาน กระนั้นเอง รัฐบาลก็ยังยืนยันเจตนาดี และไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไร

การ “ปราบโกง” ในรัฐบาลนี้ จึงง่ายนิดเดียว เพราะแค่เริ่มตรวจสอบก็พอจะรู้ได้แล้วว่าทุกโครงการนั้น “โปร่งใส” แน่นอน

เพราะพจนานุกรมของบางคน คนกลุ่มเดียวในประเทศนี้ที่คอร์รัปชั่นก็คือ “นักการเมือง”

เมื่อ “ทหาร” อยู่ตรงข้ามนักการเมืองโกง ทหารย่อมเป็นคนดี คนดีย่อมไม่มีวันโกง และคนดีย่อมไม่มีวันตายง่ายๆ อย่างแน่นอน