
ต้องรอด
ขออนุญาตนำชื่อภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด เรื่อง The Revenant ซึ่งแปลเป็นชื่อภาษาไทยว่า “ต้องรอด” มาตั้งประเด็นพูดคุยกับคุณผู้อ่านสักหน่อย
โดย...ขำ เคืองใจ [email protected]
ขออนุญาตนำชื่อภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด เรื่อง The Revenant ซึ่งแปลเป็นชื่อภาษาไทยว่า “ต้องรอด” มาตั้งประเด็นพูดคุยกับคุณผู้อ่านสักหน่อย
ไม่ใช่ต้องการเล่าถึงบทบาทของยอดพระเอก ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ในการใช้ชีวิตท่ามกลางหุบเขาหิมะที่ยากลำบากมากด้วยภยันตรายจนตีบทแตกคว้ารางวัลออสการ์ดารานำชายในช่วงที่ผ่านมาหรอกนะครับ
แต่เรื่องจริงยิ่งกว่าภาพยนตร์เกิดขึ้นกับการดำเนินชีวิตของคนไทยยุคนี้ นอกจากดิ้นรนทำงานหาเลี้ยงชีพลุ้นชะตากรรมจะตกงานเมื่อไร ยังต้องเรียนรู้วิธีการอยู่รอดจากภัยโดยรอบเข้ามาทักทายอย่างไม่รู้ตัว
นับวันความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีมากขึ้น ออกจากบ้านไปทำงานหารู้ไม่ “ตีนแมว” รอจังหวะปีนป่ายเข้าไปในบ้านเพื่อขโมยทรัพย์สิน จะขับรถส่วนตัวไปทำงาน อุตส่าห์ชิดเลนซ้าย ยังมีพวกตีนผีวิ่งชนจนเสียชีวิต
ครั้นหนีขึ้นรถเมล์ก็ไม่ต่างกัน เมื่อต้องมาร่วมรับบทลุ้นระทึกในภาพยนตร์ Fast And Furious ตอน โรงศพติดล้อ วันดีคืนดีถูกกระเป่ารถเมล์ลวนลาม ทั้งที่เป็นรถเมล์ร่วมน่าจะมีบริการดีกว่าหน่วยงานรัฐ กลับสะสมแต้มความห่วย แถมยังเจ็บจี๊ดเรียกร้องขึ้นค่าโดยสารแต่ไม่เคยพัฒนาบริการ หรือหันไปพึ่งเรือโดยสาร ก็เกิดเหตุระเบิดต้องกระโดดลงคลองหนีตายอลหม่าน
เมื่อระบบขนส่งสาธารณะมีทางเลือกอย่างรถไฟฟ้าซึ่งน่าจะทันสมัยสำหรับประเทศไทย (กล่าวแบบนี้เพราะต่างประเทศมีมานานกว่าไทย) ปรากฏว่าต้องประสบเหตุรถไฟฟ้าตกราง หยุดวิ่ง ผู้โดยสารตกค้าง
ล่าสุดของล่าสุดขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ เกิดเหตุขัดข้องจอดแน่นิ่งบนรางก่อนถึงสถานีรามคำแหง โดยมีผู้สารเกือบพันคนแออัดยัดเยียดอยู่ในโบกี้รถไฟ
ผู้โดยสารท่านหนึ่งโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กบรรยายเหตุการณ์ติดอยู่ในรถไฟฟ้าอย่างน่าสะเทือนใจ
ท่านบรรยายตอนที่รถไฟฟ้าเริ่มขัดข้องวิ่งกระตุกและหยุดนิ่งว่า “คนขับรถประกาศว่าขณะนี้รถเกิดขัดข้อง จึงต้องตัดกระแสไฟฟ้าและระบบเครื่องปรับอากาศ” (โดยให้ข้อมูลว่าจะใช้เวลาซ่อมประมาณ 20 นาที)
“เวลาผ่านไปถึง 30 นาที ทุกอย่างยังคงนิ่งสนิท แต่ในขบวนรถ 3 โบกี้ ที่มีผู้โดยสารอัดแน่นจำนวนนับพัน ไม่มีอากาศหายใจมาตั้งแต่ 20 นาทีแล้ว บางคนเริ่มเป็นลม บางคนหมดสติแน่นิ่งไป หญิงสูงวัยบางคนหายใจไม่ได้เพราะเป็นโรคหอบหืด”
“ผู้โดยสารในรถต่างร้องขอความช่วยเหลือและก็ตัดสินใจทุบประตูเพื่อเปิดประตูฉุกเฉิน เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทเข้ามาในขบวนรถ เพื่อให้ทุกคนอยู่รอดให้ได้ในนาทีวิกฤต เวลาค่อยๆ เดินผ่านไปเรื่อยๆ จนครบ 1 ชม. ก็ยังไม่มีประกาศหรือการติดต่อใดๆ จากศูนย์บริการ...”
นี่เป็นเพียงแค่เหตุการณ์ช่วงหนึ่งในขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ซึ่งเกือบจะกลายเป็นรถไฟสายมรณะ หากผู้โดยสารไม่ตัดสินใจทุบประตูฉุกเฉิน เพียงเพื่อ “ขอให้ชีวิตรอดไปก่อน”
ไม่รู้สินะ ผู้บริหารการรถไฟแห่งประเทศไทยไปจนถึง รมว.คมนาคม ได้อ่านยัง หรืออ่านแล้วแต่ก็งั้นๆ ไม่ได้สำนึกถึงความรับผิดชอบอะไรเลย คงปล่อยให้ผ่านไป แม้แต่การช่วยชีวิตผู้โดยสารในยามฉุกเฉินก็ยังไม่เคยมีคู่มือแนะนำ
หรือว่าเหตุการณ์ความสะเพร่าซ้ำแล้วซ้ำเล่ายังไม่นำไปสู่ระดับความเลวร้ายพอที่จะตัดสินใจแก้ไข







