
หุ้นโรงพยาบาลแนะลงทุนยาว
โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ [email protected]
โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ [email protected]
ในช่วงนี้ ผมค่อนข้างได้รับคำถามการลงทุนในกลุ่ม Healthcare ว่าเป็นอย่างไรยังน่าสนใจหรือไม่ สำหรับคอลัมน์ในฉบับนี้ ผมขอให้ความเห็นในมุมมองของ Asset Allocation ในระยะยาว ทั้งในกลุ่มที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกันของธุรกิจ Healthcare, Silver Age และธุรกิจโรงพยาบาล (Hospital) ดังนี้
สำหรับการลงทุนในกลุ่ม Health Care ที่ผ่านมาจะเป็นการลงทุนในธุรกิจ HealthCare ในตลาดหุ้นต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เพราะตราสินค้าที่ได้รับความนิยมในระดับสากล รวมถึงนวตกรรมใหม่ๆด้านการผลิตตัวยา รวมถึงเทคโนโลยีชีวภาพหรือ Biotechnology ขณะที่ การลงทุนในกลุ่ม Silver Age ที่เริ่มได้ยินกันในช่วงหลังๆ เป็นกลุ่มการลงทุนที่ไม่ใช่แค่ “สุขภาพ” แต่เป็น “ไลฟ์สไตล์ โดยภาพรวมการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้มีลักษณะคล้ายกับกลุ่ม Healthcare แต่ต่างกันที่มีส่วนเพิ่มการลงทุนในหุ้นอื่นๆที่ได้ประโยชน์จากพฤติกรรมทางสังคม การเข้าสู่สังคมชราภาพ(Aging Society) อาทิ ธุรกิจประเภท เครื่องสำองค์ สถานเสริมความงาม กลุ่มการเงินและประกัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ เป็นต้น และหากพิจารณาการเติบโตของธุรกิจทั้ง 2 ประเภท ความน่าสนใจของธุรกิจ Healthcare และ Silver Age มีความคล้ายคลึงกันตรงที่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนวตกรรมใหม่ๆ สำหรับธุรกิจการแพทย์ และเป็นกระแสความนิยมของคนในสังคมในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีความหวือหวาในช่วงที่ตลาดยอมรับในผลิตภัณฑ์และแนวคิดนั้นๆ อีกทั้งยังเป็นธุรกิจประเภท Pioneer หรือ Start Up โดยอาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่คล้ายกันจากการทำธุรกิจในช่วงการเริ่มต้นพัฒนา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาการศึกษาและวิจัยเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับในตลาด ซึ่งสำหรับการจัด Asset Allocation ในระยะยาวการลงทุนอาจมีความผันผวนตามวัฎรจักรของธุรกิจ ซึ่งก็อาจส่งผลกระทบต่อภาพการลงทุนและราคาหุ้นบ้าง
ในขณะที่การลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล ซึ่งผมมองว่า เป็นธุรกิจบนสุดของห่วงโซ่ในหมวดการแพทย์ เนื่องจากเป็นแหล่งสถานพยาบาลขนาดใหญ่เพราะทุกคนต้องเจ็บป่วยและจากแนวโน้มการรักษาสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทำให้ธุรกิจโรงพยาบาลมีจุดเด่นทั้งในด้านคู่แข่งจำนวนน้อยรายและมีอำนาจต่อรองที่ดี โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยมีอำนาจต่อรองค่อนข้างสูง และมีบริการครอบคลุมทุกด้าน ทั้งบริการการรักษา ยารักษาโรค เครื่องมือทางการแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง ทำให้มองว่าธุรกิจโรงพยาบาลมีความน่าสนใจลงทุนสูง
หากมองย้อนกลับมาในกลุ่มโรงพยาบาล มองว่า โรงพยาบาลในสังกัดของรัฐบาลจะได้รับประโยชน์จากนโยบายดูแลสุขภาพของภาครัฐบาล ยกตัวอย่าง งบประมาณด้านสาธารณสุข จากข้อมูล กระทรวงสาธารณสุข ย้อนหลัง 5 ปี (2552-2557) เติบโตเฉลี่ย 8.4% เพราะภาครัฐให้ความสำคัญกับสุขภาพประชากร และมีเป้าหมายในการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพของประชาชน รวมถึงการเพิ่มขึ้นของผู้ประกันตนตามสิทธิประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น 5 ปี เติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ประมาณ 7.22% สามารถสะท้อนถึงการเติบโตของค่าใช้จ่ายประโยชน์ทดแทนของกองทุนประกันสังคม ซึ่งปัจจัยดังกล่าวก็จะมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาล
ขณะที่การเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลภาคเอกชน จุดเด่นของโรงพยาบาลเอกชน คือ การบริการที่ดี โดยปัจจุบันนี้แนวโน้มผู้เข้าใจบริการโรงพยาบาลเอกชนก็มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น จากกลุ่มผู้ที่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้น เพื่อให้ได้รับการบริการที่ดี โดยสามารถสะท้อนให้เห็นจากเบี้ยประกันสุขภาพที่เพิ่มขึ้น โดยในช่วง 7 ปีย้อนหลัง มีการเติบโตในระดับ 13% การเติบโตดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมรายได้โรงพยาบาลในระยะยาว ประกอบกับการดูแลสุขภาพของประชาชนและสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้เบี้ยประกันสุขภาพมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น อีกทั้ง ปีนี้คาดว่าตัวเลขการเติบโตของรายได้โรงพยาบาลเอกชนน่าจะไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ธุรกิจโรงพยาบาลในไทยยังมีโอกาสเติบโตจาก กลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นผู้นำตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งขันสำคัญอาเซียน อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย จากคุณภาพการบริการที่เป็นที่ยอมรับและราคาถูกกว่าโดยเปรียบเทียบ ซึ่งในการลงทุนหุ้นโรงพยาบาล ข้อด้อยอาจมีเรื่องการกระจุกตัวของหลักทรัพย์เฉพาะกลุ่ม แต่หากมองในด้านปัจจัยพื้นฐาน จากระดับราคาต่อกำไรสุทธิ (PE Ratio) ของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในตลาดหุ้นไทยที่ประมาณ 30 เท่า พบว่า หุ้นโรงพยาบาลอาจจะค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับ PE ของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันที่ระดับประมาณ 14 เท่า แต่หากทำการวิเคราะห์เชิงลึกในแง่ของธุรกิจแล้ว จะพบว่าระดับ PE ของกลุ่มโรงพยาบาลที่อยู่ค่อนข้างสูงดังกล่าวค่อนข้างสมเหตุสมผลสำหรับการลงทุนในระยะยาว เพราะโอกาสการเติบโตของธุรกิจยังมีอยู่มาก
• ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
• ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต







