
ดินแดนเสรีภาพ
พักนี้ผมมีโอกาสทำงานร่วมกับชาวอินโดนีเซียคนหนึ่งอย่างจริงจัง จึงมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกันหลายเรื่อง
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
พักนี้ผมมีโอกาสทำงานร่วมกับชาวอินโดนีเซียคนหนึ่งอย่างจริงจัง จึงมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกันหลายเรื่อง
เรื่องน่าสนใจที่ผมได้รับรู้จากชายคนนี้ คือเขาตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ไทย เพราะเขารู้สึกว่าที่นี่เป็น “ดินแดนแห่งเสรีภาพ” อย่างน้อยที่สุดก็มีเสรีภาพมากกว่าอินโดนีเซีย
เขาเล่าว่า ตัวเขาเองนับถือศาสนาคริสต์ครับ การนับถือศาสนาคริสต์ในประเทศอิสลามทำให้เขาไม่สามารถหาสิ่งที่อยากรับประทานได้อย่างอิสระ เช่น อยากจะรับประทานอาหารที่มีเนื้อหมูสักอย่างในไทยอาจจะหาได้ง่ายๆ ในราคา 40 บาท แต่ถ้าพยายามจะหารับประทานในอินโดนีเซียนั้น นอกจากจะหายากมากแล้วราคายังแพงมากกว่าในไทยสัก 3 เท่า
นอกจากนี้ สังคมแบบอินโดนีเซียยังมีความเคร่งครัดหลายเรื่อง ส่วนหนึ่งก็มาจากรายละเอียดข้อบังคับของศาสนาอิสลาม ผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามเช่นเขาจึงต้องปฏิบัติตามกรอบบางอย่างด้วย เมื่อมาอยู่ที่ไทยเขาจึงรู้สึกว่าตัวเองมีเสรีภาพมากกว่าเดิม
จริงๆ ชาวคริสต์ในอินโดนีเซียก็มีจำนวนไม่น้อยนะครับ รวมกันระหว่างนิกายโปรเตสแตนต์และโรมันคาทอลิกก็ร่วมๆ 25 ล้านคน หรือประมาณ 10% แต่ก็ยังมีผู้ที่คิดว่าตัวเองไม่ได้มีเสรีภาพอย่างที่ควรจะเป็น
นั่งคุยเรื่องเสรีภาพในอินโดนีเซียได้ไม่นาน ก็เห็นข่าวหน่วยงานกำกับดูแลสื่อวิทยุโทรทัศน์ในอินโดนีเซียสั่งห้ามออกอากาศเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชายที่มีลักษณะคล้ายผู้หญิง (Feminine Men หรือ Feminine Male) ในอินโดนีเซีย
คำนี้เป็นคำที่อภิมหากำกวมมากครับ ฟังแล้วก็ต้องตีความต่อไปว่าชายที่มีลักษณะคล้ายผู้หญิงนี่ มีขอบเขตกว้างมากขนาดไหน ตั้งใจเจาะจงกลุ่มเพศทางเลือกหรือว่ารวมถึงผู้ชายที่อาจจะต้องแต่งตัวจัดๆ เพื่อทำงานในบางวงการด้วย
ประธานกลุ่มผู้สังเกตการณ์ กฎหมาย และองค์กรกำกับดูแลสื่อก็ออกมาตั้งคำถามเช่นเดียวกันนี้ครับว่า ตกลงกฎหมายนี้มีขอบเขตเพียงใดกันแน่ เพราะถ้ารวมไปถึงชายที่แต่งตัวจัดๆ ก็จะรวมถึงผู้ที่ทำงานในวงการศิลปะ และผู้ที่มีชื่อเสียงหลายคนในอินโดนีเซียด้วย
หรือต่อให้เจาะจงไปที่กลุ่มเพศทางเลือกเพียงอย่างเดียว ก็ยังทำให้เขาตั้งคำถามว่า การสั่งห้ามดังกล่าวขัดแย้งกับหลักกฎหมายวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2545 ที่ยืนยันว่าจะให้เสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพสื่อในการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ หรือไม่
กลับมาที่ประเทศไทยจะเห็นได้ว่าหลายเรื่องเราดูจะมีเสรีภาพมากกว่าอินโดนีเซียจริง เช่น การนำเสนอเรื่องราวของเพศทางเลือกนั้นมีให้เห็นได้ทั่วไปมากครับ โดยเฉพาะในยุคทีวีดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ผมกังวลว่าประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่เส้นทางจำกัดเสรีภาพของคนมากขึ้นหรือไม่
เช่น เรื่องศาสนาประจำชาติ ผมไม่แน่ใจว่าการเรียกร้องให้กำหนดศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติจะสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมอย่างไร แต่ผมแน่ใจมากว่าจะกระทบต่อความรู้สึกและเสรีภาพของผู้นับถือศาสนาอื่นในประเทศไทย เช่นเดียวกับความรู้สึกของชาวอินโดนีเซียที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม
เรื่องหลายเรื่องต้องคิดเยอะๆ ก่อนครับว่ากระทบเสรีภาพของใครหรือไม่ ก่อนที่ใครจะเอาประเทศเราไปด่าได้ว่าเป็นประเทศที่ไม่มีเสรีภาพเอาเสียเลย







