
AEC กับพลวัตการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยและภูมิภาค (ตอนที่1)
การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคอาเซียนเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงของประเทศสมาชิก
โดย... รศ.ดร.ศาสตรา สุดสวาสดิ์ รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า www.econ.nida.ac.th sasatra.blogspot.com
การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคอาเซียนเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงของประเทศสมาชิกที่มีความต้องการจะอาศัยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนในภูมิภาคโดยรวมมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีมาตรฐานการครองชีพที่ดี
และยิ่งกว่านั้น เนื่องจากกรอบความตกลง AEC ยังครอบคลุมเนื้อหาที่มากกว่าการจัดตั้งเป็นเขตการค้าเสรี (Free Trade Area : FTA) จึงเป็นที่คาดหวังว่า การเป็น AEC จะมีส่วนสนับสนุนให้ภูมิภาคอาเซียนมีความสามารถที่เข้มแข็งเพียงพอรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดจากภายในภูมิภาค และแรงกระเพื่อมที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจนอกภูมิภาคอีกด้วย จึงเป็นการดีที่ประเทศสมาชิกจะได้ใช้โอกาสนี้ ในการทบทวนและปรับเปลี่ยนทัศนคติในการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้เป็นลักษณะร่วมมือกันเพื่อการพัฒนามากกว่าการดำเนินมาตรการ “แก่งแย่ง” หรือ “ช่วงชิง” ความได้เปรียบเหนือประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 3 ประการ
ประการแรก ไทยและอาเซียนส่วนใหญ่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างอุตสาหกรรม (Economic or Industrial Structure) ความล่าช้าในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและโครงสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศจะค่อยๆ ปรากฏในรูปแบบของการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงมจำเป็นที่อาเซียนจะได้หันมาตระหนักและให้ความสำคัญกับการพัฒนาแผนความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ที่แต่ละประเทศจะได้นำไปใช้เพื่อการกำหนดแนวทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมภายในประเทศให้สอดคล้องกัน
เป้าหมายของการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน ภายใต้ AEC จึงจะสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ ปัญหาในภาคการส่งออกของไทยที่หดตัวลงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถอาศัยการปรับลดค่าเงิน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยรวมน่าจะมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ระบบเศรษฐกิจโดยรวมจะมีสัดส่วนของภาคเศรษฐกิจการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการอย่างไร
ภาคเกษตรเราจะมีการทำการเกษตรแบบใด เช่น จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการในการทำการเกษตรจากแบบเดิมที่ผลิตแบบใช้แรงงานเข้มข้น (Labor-intensive) ไปเป็นการผลิตแบบที่ใช้ทุนเข้มข้น (Capital-intensive) หรือการผลิตในภาคเกษตรในปัจจุบันของโลกได้ก้าวไปสู่การผลิตแบบที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น (Technology-intensive) หรือต้องเตรียมพัฒนาภาคเกษตรไปสู่การผลิตแบบที่ต้องใช้องค์ความรู้และข้อมูลสารสนเทศเข้มข้น (Knowledge and Information-intensive) (ได้แก่ การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิก เป็นต้น)
ภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างการผลิตของอุตสาหกรรมในประเทศจะดำเนินการอย่างไรให้สอดคล้องกับความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในเชิงพลวัต (Dynamic Comparative Advantage) ที่เปลี่ยนไป อุตสาหกรรมใดเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดี อุตสาหกรรมใดควรจะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาเพื่อยกระดับไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มาก จึงจะทำให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจยั่งยืน
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้จึงไม่เพียงแต่จะเกี่ยวข้องกับการที่ระบบเศรษฐกิจจะต้องพัฒนานวัตกรรม ยกระบบเทคโนโลยีการผลิตและการบริหารจัดการ แต่ต้องหาให้ได้ด้วยว่าเทคโนโลยีประเภทใด องค์ความรู้ด้านใดที่จะสนับสนุนให้เกิดกระบวนการดังกล่าว รวมทั้งการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ภายในประเทศให้สามารถรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นได้
สำหรับการเปลี่ยนแปลงในภาคบริการนั้น แม้ว่าเราจะมีความสุข ชื่นชมอยู่กับความสำเร็จของภาคบริการที่สามารถยกระดับขึ้นมา จนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศได้มากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาคอุตสาหกรรม จากสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมในภาคบริการที่ใกล้เคียงกับภาคอุตสาหกรรม แต่เราก็จะต้องไม่ลืมที่จะตระหนักว่าภาคบริการที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั้นคือ ภาคบริการการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ภาคบริการในสาขาอื่นๆ ยังมีการพัฒนาน้อยมาก และถ้าจะต้องแข่งขันจริงๆ กับต่างประเทศ ก็ไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถมีความได้เปรียบเหนือกว่าคู่แข่งหรือไม่ ซึ่งมีประเด็นที่จะเป็นเหตุให้ต้องกังวล 2 เรื่องด้วยกัน ได้แก่
1) ภาคบริการการท่องเที่ยวเองคงจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น ธุรกิจการท่องเที่ยวเรายังมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งเพียงใดเมื่อทรัพยากรการท่องเที่ยวที่ถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลือง และดูทีท่าว่าจะมีหลายส่วนที่เสื่อมโทรมมากแล้ว เราได้ตระหนักเพียงใดถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพียงเพราะหวังรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
(อ่านต่อฉบับหน้า)







