
อย่าตัดตอน
หากไม่ “ตัดตอน” การพิจารณาคดี ป่านนี้ก็คดีใหญ่ๆ ในบ้านเมืองคงถูกตัดสินจบสิ้นกระบวนความไปแล้ว
โดย...พะนะท่าน [email protected]
หากไม่ “ตัดตอน” การพิจารณาคดี ป่านนี้ก็คดีใหญ่ๆ ในบ้านเมืองคงถูกตัดสินจบสิ้นกระบวนความไปแล้ว
เหมือนดูหนังกำลังจะจบ แต่จู่ๆ ก็มีคนมาตัดไฟมันเลยคาใจไม่จบ
น่าเจ็บใจก็เพราะกระบวนการยุติธรรมบ้านเรามักถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ที่วิจารณ์มากที่สุด คือ ในชั้นตำรวจและอัยการ
ตัวอย่างการตัดตอนคือ คดีที่ธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและลูกศิษย์ ถูกฟ้องเมื่อปี 2542 ข้อหายักยอกเงินและที่ดินที่บรรดาญาติโยมบริจาคให้วัดไปซื้อที่ดินเขาพนมพา อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร และนำเงินอีกเกือบ 30 ล้านบาท ไปซื้อที่ดินกว่า 900 ไร่ ใน จ.เพชรบูรณ์
สืบพยานไป 7 ปี เหลืออีกแค่ 2 นัดศาลอาญาก็จะพิพากษาธัมมชโยว่าผิดจริงหรือไม่ แต่คดีนี้ก็กลายเป็นมวยล้ม เมื่ออัยการในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ขอถอนฟ้องเมื่อปี 2549 เอาดื้อๆ อ้างว่า ธัมมชโยกับพวกยอมคืนทรัพย์สินทั้งที่ดินและเงินจำนวน 959 ล้านบาท ให้แก่วัดพระธรรมกาย จึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ครบถ้วนทุกประการ
อีกเหตุผลคือ กลัวว่าหากมีการตัดสินคดีลงไปบ้านเมืองและศาสนจักรจะแตกแยก เมื่ออัยการยอมถอนศาลก็อนุญาตและให้จำหน่ายคดีที่เหลืออีก 3 คดี ที่อยู่ในขั้นตอนรอการสั่งคดีในชั้นอัยการ
แต่ละคดีสาหัสสากรรจ์กับธัมมชโยทั้งนั้น 1.คดีที่ธัมมชโยและบรรดาลูกศิษย์คนสนิท เป็นผู้ต้องหาถูกกล่าวหาเบียดบังนำเงินวัด 95 ล้านบาท ไปซื้อที่ดิน 2.คดีที่ธัมมชโยและลูกศิษย์คนสนิทเบียดบังเงิน 845 ล้านบาท 3.คดีธัมมชโยร่วมกับลูกศิษย์คนสนิท ปลอมแปลงเอกสารและสนับสนุนเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
อีกการตัดตอนคือ มหาเถรสมาคม (มส.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แก้เกี้ยวไม่ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 5 ฉบับ ที่เขียนไว้ในช่วงปี 2542 ระบุว่า ธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก
“...เมื่อไม่ยอมคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้งว่า ต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด”
“...การโกงสมบัติผู้อื่นตั้งแต่ 5 มาสกขึ้นไปคือประมาณไม่ถึง 300 บาทในปัจจุบัน ภิกษุนั้นต้องอาบัติปาราชิกฐานผิดพระธรรมวินัยพ้นจากความเป็นพระทันที ในกรณีนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้รู้เห็นหรือไม่ ไม่ว่าจะมีการสั่งให้สึก ไม่ว่าจะมีการจับสึกหรือไม่ก็ตาม
ดีเอสไอกระทุ้ง มส. และ พศ. ว่า ผ่านมา 10 กว่าปี ปฏิบัติตามพระลิขิตถึงไหนแล้ว
ได้รับคำตอบจาก พศ.ว่า ได้นำพระลิขิตเพื่อพิจารณาคดีตามขั้นตอนของสงฆ์แล้ว โดยแบ่งเป็นศาลชั้นต่างๆ แต่ที่สุดจบตั้งแต่ศาลชั้นต้นของสงฆ์ที่พิจารณาโดยเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เพราะเห็นว่าคำร้องให้จัดการกับธัมมชโยไม่สมบูรณ์ และผู้ร้องคือ สมพร เทพสิทธา ไม่ยื่นอุทธรณ์ต่อ จึงถือว่าคดีของธัมมชโยสิ้นสุดตั้งแต่นั้น
ทั้งคดีทางโลกและคดีทางธรรม ไม่มีการตัดสินให้สิ้นสงสัยเพราะกระบวนการตัดตอนทั้งที่พระลิขิตก็ชี้ชัดต้องอาบัติปาราชิก
แต่เชื่อว่าวันที่ 18 ก.พ. คงไม่รอดเพราะดีเอสไอส่งสัญญาณ เตรียมฟ้องธัมมชโยและพระลูกวัดเพราะมีชื่อรับเช็คจากอดีตประธานสหกรณ์คลองจั่นในข้อหารับของโจรไม่ก็ฟอกเงิน
ถ้าฟ้องจริงก็ยังไม่จบและไม่รู้จะถูกตัดตอนซ้ำรอยในอัยการอีกหรือไม่...







