posttoday
หุ้นเดือนม.ค. ต้นร้าย ปลายดี

หุ้นเดือนม.ค. ต้นร้าย ปลายดี

01 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ ธนชา

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ ธนชาต email: [email protected]

“ต้นร้าย ปลายดี” เปิดศักราชใหม่ ภาวะปั่นป่วนในตลาดการเงินโลก และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และตลาดเกิดใหม่ ฉุดดัชนีหุ้นไทยเตะจุดต่ำสุดแถว 1220 จุด ต่ำสุดในรอบ 2 ปี

อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นเด้ง 6.2% มาปิดที่ 1300 จุด เพิ่มขึ้น 1% จากสิ้นปี 58  โดยได้แรงหนุนจากปัจจัยดังนี้

ประการแรก ธนาคารกลางสำคัญส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม นำโดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และ ยุโรป (ECB) ขณะที่เฟดส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย 

ศุกร์ที่ผ่านมา BOJ เซอร์ไพร์สตลาด ประกาศใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ ตามรอย ECB เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ชะลอตัวลง

BOJ จะเรียกเก็บดอกเบี้ยที่อัตรา -0.1% สำหรับเม็ดเงินที่สถาบันการเงินนำมาสำรองฝากไวักับ BOJ ตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.เป็นต้นไป เพื่อกระตุ้นให้ภาคธนาคารและธุรกิจเพิ่มการใช้จ่าย

BOJ ยังระบุว่า อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก หากจำเป็น ขณะเดียวกัน ยังให้คำมั่นที่จะเพิ่มฐานเงินที่อัตรา 80 ล้านล้านเยนต่อปี

การตัดสินใจของ BOJ ส่งผลให้เงินสกุลเยนปรับตัวลดลง 2% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ และหนุนตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัว 

หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ประธาน ECB ส่งสัญญาณอาจผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โดยชี้ว่า ภาวะปั่นป่วนในตลาดการเงิน และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และตลาดเกิดใหม่ จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ ECB ปรับนโยบายในการประชุมเดือนมี.ค. ทั้งนี้ ECB พร้อมพิจารณาขยายระยะเวลาในการซื้อพันธบัตรออกไปอีก หากมีความจำเป็น

ขณะที่เฟดแสดงความกังวลว่า ความผันผวนในตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลกจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ตลาดการเงินจึงประเมินว่า มีความเป็นไปได้น้อยลงที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ นี้

ถ้าดูจาก Implied Fed Fund Futures โอกาสขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.จะหดเหลือเพียง 19% และโอกาสขึ้นในไตรมาส 2 เหลือแค่ 36% เท่านั้น

การกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของ BOJ และ ECB ขณะที่เฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ได้ช่วยลดแรงกดดันที่เงินร้อน (Hot Money) จะไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกิดใหม่ จึงเปิดทางให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวทั่วโลก

ประการที่ 2 ราคาน้ำมันดีดแรง ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานทั่วโลก

ราคาน้ำมันได้แรงหนุนหนุนจากข่าวที่ว่า ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อาจร่วมมือกันในการปรับลดกำลังการผลิตลง

ขณะที่บริษัทเบเกอร์ ฮิวห์ส เผยว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่เปิดใช้งานในสหรัฐยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 6 ติดต่อกันในสัปดาห์นี้

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ณ สิ้นเดือนม.ค. ปิดใกล้ 35 ดอลลาร์/บาร์เรล เด้งขึ้นมา 29% จากจุดต่ำในรอบ 12 ปีเศษ แถว 27 ดอลลาร์ต้นๆ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.         

การฟื้นตัวของราคาน้ำมัน นอกจากช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานและเหมืองแร่แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์อีกทางหนึ่งด้วย

ประการที่ 3 ค่าเงินหยวนมีเสถียรภาพดีขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ทางการจีนได้เข้าแทรกแซงตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพแก่ระบบการเงินจีน และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ประการที่ 4 หุ้นไทย Valuation ถูก ขณะที่บจ.เริ่มทยอยประกาศจ่ายปันผล จึงช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านล่าง รวมถึงบีบให้ผู้ที่ชอร์ตเซลส์หุ้นไว้ ต้องซื้อหุ้นคืน (Short Covering)

ล่าสุด หุ้นไทยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงฟื้นตัว หลังถูกขายมากเกินไป จนมูลค่าหุ้นอยู่ในเกณฑ์ถูกแล้ว PBV หรือ PE  ของหุ้นจำนวนมากใกล้เคียงจุดต่ำสุดในช่วงวิกฤติซับไพร์ม 

หุ้นมือถือเด้งแรง นำโดย ADVANC INTUCH หลัง JAS ส่อแววหาแบงก์การันตีสำหรับใบอนุญาตคลื่น 900 ไม่ทันกำหนด 90 วัน ทำให้ความกลัวเรื่องผลลบจากการแข่งขันจากผู้เล่นรายที่ 4 ลดฮวบ

หลังดีดแรง ช่วงสั้นตลาดจะเผชิญแรงขายทำกำไรตามแนวต้าน 1313, 1320 และ 1337 จุด แนวรับขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1287 จุด สำหรับพอร์ตระยะสั้น อาจแบ่งขายช่วงที่หุ้นวิ่งเข้าหาแนวต้านใหญ่ๆ แล้วค่อยหาจังหวะซื้อคืนช่วงย่อตัว เนื่องจากตลาดหุ้นยังมีแนวโน้มแกว่งผันผวนตามปัจจัยเสี่ยงภายนอก ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงเชื่องช้า

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ