
นักลงทุนมือใหม่ จะลงทุนอย่างไรกับปี 2016?
โดย ธนัฐ ศิริวรางกูร นักวางแผนการเงินอิสระ
โดย ธนัฐ ศิริวรางกูร นักวางแผนการเงินอิสระ
สวัสดีปีใหม่นะครับ นักลงทุนทุกท่าน เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เปิดปีมาด้วยของขวัญจากทางพี่จีนของเรา (ที่เราไม่ค่อยอยากได้เท่าไหร่) เริ่มการที่ดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีนที่ปรับตัวลดลงผิดคาด ซึ่งสวนทางกับตัวเลขการเติบโต จนใครหลายๆ คนก็ไม่ค่อยเชื่อมั่นว่าตัวเลขการเติบโตที่ออกมานั้นเป็นของจริง แถมด้วยนโยบายการปลดล็อกให้ขายหุ้นได้ที่อัดอั้นมานานในวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงติดต่อกันหลายวัน และค่าเงินหยวนอ่อนลงทำให้จีนศูนย์เสียเงินทุนสำรองไป ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงตาม เนื่องจากความไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจีนแบบนี้จะไปรอด
แถม World Bank ปรับลด GDP ตลาดโลกลดลงอีกครั้ง และยิ่งโหมกระหน่ำด้วย วิกฤตการในตะวันออกกลางระหว่างซาอุฯ และอิรัก อิหร่าน ที่ไม่รู้ว่าจะจบลงตรงไหน ราคาน้ำมันที่ต่ำสุดๆ ในรอบหลายปี จนทำให้ประเทศส่งออกน้ำมันต้องเครียดไปตามๆ กัน
นอกจากนี้ หลังจาก FED ประกาศเตรียมขึ้นดอกเบี้ยมาร่วมปี ในที่สุดเมื่อกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา FED ก็ประกาศขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี แต่ในขณะที่ธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ที่เหลืออย่าง ECB และ BOJ หรือแม้แต่ธนาคารกลางจีนเองก็ยังคงใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการดำเนินนโยบายการเงินที่สวนทางจึงกลายเป็นธีมสำคัญที่ทั่วโลกต่างจับตามองสำหรับการลงทุนในปี 2016
และทำให้ผมเชื่อว่าปีนี้จะเป็นอีกปีที่การลงทุนมีความผันผวนมากขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน และยุโรป
ส่วนประเทศไทยนั้น เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ค่อยดี รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทางแบงก์ชาติก็ปรับอัตราดอกเบี้ยลดลงตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งก็ยังไม่เห็นแนวโน้มการปรับขึ้นแต่อย่างใด ทำให้ตราสารหนี้ระยะสั้น หรือตั๋วเงินระยะสั้น ได้ผลตอบแทนที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ส่วนตราสารหนี้ระยะยาวก็มีแรงกดดันจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ที่ทำให้บางวันอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ก็ปรับตัวขึ้น บางครั้งก็ลดลง ทำให้ผลตอบแทนจากกองทุนตราสารหนี้ ระยะกลาง และยาว มีความผันผวนมากขึ้น
การลงทุนในกองทุนหุ้นไทยเพียงอย่างเดียวก็อาจจะไม่เพียงพอ เนื่องจากหลายๆ กลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นนั้น เช่น พลังงานและสื่อสารนั้น ก็ดูเหมือนจะมีปัญหาอยู่พอสมควร ถ้าจะเลือกลงทุนก็คงต้องดูว่ากองทุนไหนที่มีการปรับพอร์ตการลงทุนแบบทันต่อเหตุการณ์ หรือมีการคัดเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดีเป็นหลัก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุน
ซึ่งถ้าใครเป็นมือใหม่ในการลงทุนแล้วละก็ อย่าเพิ่งถอดใจไปก่อนนะครับ ถึงแม้ว่าดูแล้วปีนี้จะเป็นปีที่ยากต่อการลงทุน แต่ก็มีบางสินทรัพย์ที่ยังสามารถลงทุนได้อยู่ และถ้าเราจัดพอร์ตการลงทุนดีๆ แล้วละก็ ในปีนี้ที่ความผันผวนสูงก็อาจจะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ และพอที่จะมีเวลาเหลือไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ก่อนที่จะกลายเป็นมือโปรฯ
โดยนักลงทุนมือใหม่ๆ นั้น เพื่อที่จะตั้งรับปีที่ผันผวนแบบนี้ ผมขอแนะนำให้ปรับตัว ปรับแนวคิดจากการจัดพอร์ตแบบดั้งเดิม หรือการมีสินทรัพย์แบบเดิมๆ เช่น การมี กองทุนหุ้น กองทุนตราสารหนี้ และกองทุนตลาดเงิน นั้นอาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป เป็นการจัดพอร์ตให้มีสินทรัพย์อื่นๆ เข้ามาช่วยในการลดความผันผวนของพอร์ตครับ เช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์
สำหรับพอร์ตฟอริโอที่ผมแนะนำลงทุนในปีนี้ เพื่อลดความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจคือ มีสินทรัพย์เสี่ยงประมาณ 30% สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงกลางประมาณ 50% และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำประมาณ 20% ซึ่งเราคาดหวังผลตอบแทนต่อปีประมาณ 7-10% ต่อปีขึ้นไป ส่วนระยะเวลาการถือครองพอร์ต ประมาณไว้ 2-3 ปี ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงโดยรวมไม่สูงมากนัก
โดยในส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงสูงนั้นผมให้น้ำหนักกับการลงทุนในกองทุนหุ้นไทยและต่างประเทศอย่างละครึ่ง โดยกองทุนหุ้นไทยผมแนะนำว่าให้เน้นลงทุนในกองทุนที่มีความผันผวนต่ำอย่าง T-Lowbeta และ ABSM ที่เน้นเลือกหุ้นขนาดเล็ก-กลาง และราคาไม่แพงก็ยังคงน่าสนใจในการลงทุน
และมีการกระจายการลงทุนไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศที่มีพื้นฐานดี/ได้รับประโยชน์จากการกระตุ้นจากนโยบายภาครัฐอย่างเช่น หุ้นญี่ปุ่น และยุโรปที่ยังคงมีโอกาสได้รับประโยชน์จากเม็ดเงิน QE กองทุนในกลุ่มประเทศเหล่านี้ที่ผมแนะนำก็ ได้แก่ KT-EU, KF-HEUROPE, SCBNK225, UOBSJSM
สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงกลางประมาณ 50% ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์แบบ Fund of Fund เช่น M-PROP Div, LHPROP-I หรือจะลงทุนกับกองทุนกลุ่ม Income Fund ต่างๆ ก็ได้เช่นเดียวกัน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ
ส่วนอีก 20% ที่เหลือในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำนั้นผมแนะนำลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ไทย 10% เช่น K-FIXED ถึงตลาดตราสารหนี้เองจะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ก็ตาม แต่ผมเชื่อว่าการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้จะทำให้ภาพรวมพอร์ตการลงทุนนั้นดีขึ้น ช่วยกระจายความเสี่ยง ส่วนอีก 10% ก็อาจจะมอง Money Market Fund เพื่อรักษาสภาพคล่องให้นักลงทุน
สุดท้ายนี้ขอให้นักลงทุนมือใหม่และมือเก๋า มีแต่ความสุขกับการลงทุนในปีนี้นะครับ







