posttoday
จีนต้อนรับปีลิงไม่ค่อยสวย

จีนต้อนรับปีลิงไม่ค่อยสวย

22 มกราคม 2559

โดย ดร. สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย

โดย ดร. สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย

ตลาดหุ้นทั่วโลกเปิดมาปีนี้ถือว่าไม่ค่อยดีนัก ความกังวลเดิมๆ จากปีก่อนในประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดและการที่ราคาน้ำมันยังไม่มีเสถียรภาพยังคงอยู่ ขณะที่ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจจีนก็เริ่มกลับมามีน้ำหนักขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่การที่ตลาดหุ้นจีนประกาศใช้ Circuit Breaker หยุดทำการซื้อขายไปถึง 2 ครั้งภายในสัปดาห์แรกของปี ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจจีนซึ่งแต่เดิมมีไม่มากอยู่แล้วยิ่งแย่ลงไปใหญ่ คำว่า Hard Landing เริ่มถูกนำกลับมาใช้กับเศรษฐกิจีนอีกครั้ง

หากจะถามมุมมองนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Soft Landing) ทางการจีนยังคงมี “กระสุน” เพียงพอในการช่วยพยุงเศรษฐกิจ จีนอาจต้องมีการต้องลดอัตราดอกเบี้ยลงบ้าง ลดRRRลงบ้าง หรือ ต้องมีมาตรการทางการคลังเข้ามาเสริมบ้าง ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนก็ยังอยู่สูงถึง 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ น่าจะมากเพียงพอที่ช่วยรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศได้สมมติฐานที่สำคัญของมุมมองดังกล่าวคือ ทางการจีนมี “ความสามารถ” ในการประคับประคองเศรษฐกิจ ซึ่งการพัฒนาของเศรษฐกิจจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็พอจะเป็นหลักฐานยืนยันถึงความสามารถนั้นได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของตลาดหุ้นที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมารวมถึงมาตรการต่างๆ ที่ประกาศมาเพื่อดูแลความผันผวนนั้น ไม่ว่าจะเป็นการห้ามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ขายหุ้นออกมา ซึ่งถือเป็นมาตรการที่รุนแรง หรือการประกาศ Circuit Breaker ที่กำหนดกรอบการเคลื่อนไหวไว้แคบเกินไป (หากดัชนี CSI300 ปรับตัวลง 7% ก็ให้หยุดทำการซื้อขายทั้งวัน) ซึ่งแทนที่จะส่งผลดีเรียกสตินักลงทุนกลับคืนมา กลับกลายเป็น “เชื้อไฟ” ที่เติมให้กับความกังวลของนักลงทุนว่าตลาดจีนแย่หนักจนต้องใช้ Circuit Breaker แล้ว รวมไปถึงการประกาศยกเลิก Circuit Breaker ดังกล่าวในเพียงไม่กี่วันต่อมา แทนที่จะเป็นการขยายกรอบการเคลื่อนไหว (กรณีไทย หาก SET Index ปรับตัวลดลง 10% จะหยุดทำการซื้อขาย 30 นาที แต่ถ้าปรับตัวลง 20% จะหยุดทำการซื้อขาย 1 ชั่วโมง) เหล่านี้ทำให้ความเชื่อมั่นที่มีต่อ “ความสามารถ” ของทางการจีนถูกกระทบไปพอสมควร โดยเฉพาะในส่วนของการดูแลตลาดการเงิน

นอกจากนั้นความเชื่อมั่นต่อตัวเลขเศรษฐกิจจีนก็เริ่มมีปัญหามากขึ้น อย่างในกรณีสหรัฐฯ ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจมีความน่าเชื่อถือมากกว่า เมื่อนักลงทุนมีความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าตัวเลข GDP หรือการจ้างงานนอกภาคการเกษตรออกมาดีขึ้นก็ความเชื่อมั่นก็จะเริ่มฟื้นคืนมาได้บ้าง แต่ในกรณีจีน ตัวเลขส่งออกล่าสุดออกมาติดลบเพียง -1.4% ดีขึ้นกว่าเดือนก่อนที่ติดลบถึง -6.8% หรือตัวเลข GDP ในปี 2558 ที่ขยายตัว 6.9% ก็ไม่ได้ช่วยเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้เท่าใดนักแต่กลับสร้างความสงสัยมากขึ้นว่าตัวเลขที่ประกาศมานั้นเป็นตัวเลขที่สะท้อนความเป็นจริงหรือไม่ผมเองเคยได้ยินนักวิเคราะห์จากต่างประเทศระบุว่าตัวเลขการเติบโตที่แท้จริงอยู่ที่ประมาณ 5% ต้นๆ เท่านั้น เป็นไปตามตัวเลขประมาณการของเขา (ซึ่งก็ฟังดูแปลกๆ เพราะกลายเป็นตัวเลขประมาณการของเขาจะถูกเสมอ) ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นต่อตัวเลขเศรษฐกิจนั้นยิ่งอาจทำให้การเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมานั้นยากยิ่งขึ้นไปอีก

สำหรับเรา เรายังเชื่อตัวเลขทางการอยู่ เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า เราคาดว่าจีนจะเติบโตได้ประมาณ 6.5%และก็ไม่แปลกใจหากต่อไปในอนาคตอีกซัก 10 ปีข้างหน้า อัตราการเติบโตของจีนจะลดลงไปกว่าครึ่งจากอัตราในปัจจุบันเรายังมองว่าทางการจีนมี “ความสามารถ” ในการดูแลเศรษฐกิจให้เป็นแบบ  Soft Landing แต่จะมี “ความสามารถ” ในการดูแลตลาดการเงินได้หรือไม่ เป็นคำถามที่ยังรอการพิสูจน์อยู่ ความผันผวนของตลาดหุ้นจีนจึงยังน่าจะมีอยู่ต่อเนื่อง และต้องคอยติดตามว่าความผันผวนของตลาดการเงินนั้นจะดึงเศรษฐกิจที่แท้จริงลงไปด้วยหรือไม่ รวมถึงจีนก็จะ “ส่งออก” ความผันผวนของนี้ไปยังตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลกมากน้อยเพียงใดด้วย เราจึงอาจต้องเผชิญกับความผันผวนที่ค่อนข้างมากกว่าปรกติในระยะสั้นนี้ จนกว่าทางการจีนจะสามารถแสดง “ความสามารถ” ในการกำกับดูแลตลาดการเงินที่ดีกว่านี้ และเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ หรือจนกว่าตลาดจีนจะมี “อารมณ์” ที่ดีขึ้นอย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากตลาดหุ้นจีนนี้ทำให้หลายตลาดอื่นๆ รวมถึงตลาดไทยเองด้วย ปรับตัวลงมาพอสมควรแล้ว และรับข่าวร้ายต่างๆ ไปพอสมควรแล้ว จึงอาจเป็นการจังหวะในการซื้อสะสมสำหรับการลงทุนระยะยาวครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท