
จะซื้อ RMF, LTF ก็กลัวขาดทุน
โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
เริ่มปีใหม่แล้ว ประเดิมวันแรกตลาดหุ้นก็ทักทายอย่างน่าตกใจเลย แค่ช่วงเช้าของวันแรกของปี ตลาดหุ้นก็ปิดที่ 1272.45 จุด ลดลง 15.57 จุด(-1.21%) ผลตอบแทนเดิมที่ขาดทุนอยู่แล้ว ก็เลยขาดทุนหนักมากยิ่งขึ้น หลายคนก็ชักไม่แน่ใจว่า ที่ซื้อ RMF หรือ LTF เพื่อประหยัดภาษีนั้นคุ้มป่าว? วิธีคิดๆง่ายอย่างนี้ครับ สมมติว่าวันที่เราซื้อ RMF หรือ LTF ที่เป็นกองทุนหุ้นทุน ดัชนีตลาดหุ้นอยู่ที่ 1300 จุด
–ถ้าฐานภาษีสูงสุดของเราอยู่ที่ 35% ตลาดหุ้นต้องตก 35% * 1300 จุด = 455 จุด หรือดัชนีตลาดหุ้นต้องต่ำกว่า 845 จุด เราถึงจะเริ่มขาดทุน
–ถ้าฐานภาษีสูงสุดของเราอยู่ที่ 30% ตลาดหุ้นต้องตก 30% * 1300 จุด = 390 จุด หรือดัชนีตลาดหุ้นต้องต่ำกว่า 910 จุด เราถึงจะเริ่มขาดทุน
–ถ้าฐานภาษีสูงสุดของเราอยู่ที่ 20% ตลาดหุ้นต้องตก 20% * 1300 จุด = 260 จุด หรือดัชนีตลาดหุ้นต้องต่ำกว่า 1040 จุด เราถึงจะเริ่มขาดทุน
–ถ้าฐานภาษีสูงสุดของเราอยู่ที่ 10% ตลาดหุ้นต้องตก 10% * 1300 จุด = 130 จุด หรือดัชนีตลาดหุ้นต้องต่ำกว่า 1170 จุด เราถึงจะเริ่มขาดทุน
เพราะเงินลงทุนของเราส่วนหนึ่งเราได้รับการชดเชยด้วยภาษีจากกรมสรรพากรตามฐานภาษีเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นสำหรับคนที่ฐานภาษีตั้งแต่ 10% ขึ้นไป ผมก็ยังมองว่าน่าที่จะลงทุนใน RMF, LTF ครับ แต่หากยังกลัวว่าหุ้นจะตกมากกว่าที่คาด จนต่อให้ได้ประโยชน์ทางภาษีก็ยังขาดทุน ผมก็ขอแนะนำวิธีที่จะลดความเสี่ยงจากการขาดทุนของการซื้อ RMF หรือ LTF ดังนี้
1.ใช้การหักบัญชีหรือหักบัตรเครดิตเพื่อซื้อกองทุน RMF หรือ LTF อย่างสม่ำเสมอ วิธีนี้เป็นวิธีการกระจายความเสี่ยงของจังหวะการลงทุน เพราะเราทุกคนอยากซื้อตอนที่ราคาถูกสุด และอยากขายตอนที่ราคาสูงสุด แต่ไม่มีใครทายได้ถูก 100% ครับว่า ตอนไหนราคาถูกสุด ตอนไหนราคาแพงสุด อย่างตอนนี้หลายคนเห็นหุ้นตกติดต่อกันหลายวัน ก็อาจจะกลัวขาดทุน ไม่กล้าลงทุน แต่ก็ไม่แน่ว่าผ่านไปในอนาคต เราอาจจะเสียดายที่ไม่ได้ตัดสินใจลงทุนในวันนี้ก็ได้
อย่างผมเอง ผมก็จะแบ่งวงเงินที่สำหรับซื้อ RMF และ LTF ออกอย่างละครึ่ง ครึ่งหนึ่งใช้วิธีซื้อด้วยการหักบัตรเครดิตอัตโนมัติ โดยรอบบัญชีบัตรเครดิตของผมจะปิดยอดวันที่ 15 ของทุกเดือน ต้องชำระเงินภายในวันที่ 30 ของทุกเดือน ดังนั้นผมจึงให้หักบัตรเครดิตทุกวันที่ 16 เพราะกว่าผมจะต้องชำระเงินก็อีก 45 วันถัดไปเท่ากับผมยืมเงินธนาคารมาซื้อ RMF และ LTF แบบไม่ต้องเสียดอกเบี้ย 45 วัน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งผมก็รอจังหวะที่หุ้นตกหนักๆ ค่อยซื้อ เพราะผมถือว่าการลงทุนใน RMF, LTF เป็นการลงทุนระยะยาว(อย่าง LTF ต้องลงทุนอย่างน้อยก็ 7 ปีปฏิทิน) ดังนั้นการเลือกซื้อในจังหวะที่ราคาถูกจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน
2.ให้ซื้อ RMF ที่ไม่ได้ลงทุนในหุ้นหรือทองที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยง เช่น RMF ที่ลงทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ซึ่งกองทุนเหล่านี้มีความเสี่ยงต่ำ โอกาสที่จะขาดทุนน้อย แต่โอกาสได้กำไรมากก็น้อยเหมือนกัน แต่อย่างน้อยเราก็ได้กำไรจากภาษีครับ
ส่วน LTF แม้จะถูกจำกัดให้ลงทุนในหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน เราก็อาจเลือก LTF ที่มีนโยบายการลงทุนที่เสี่ยงน้อยลงได้ (แม้จะไม่สามารถลดความเสี่ยงได้มากเหมือน RMF ที่มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายกว่า)
อย่างเช่น LTF แบบ 7030 คือ LTF ที่มีนโยบายเน้นลงทุนหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกินร้อยละ 70 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้จะลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนตามเงื่อนไขของกฎหมาย หรือ ลงทุนใน LTF ที่เน้นลงทุนในหุ้นปันผลซึ่งมักมีความผันผวนของราคาต่ำกว่าตลาดหลักทรัพย์ หรือ ลงทุนใน LTF ที่จ่ายปันผลมากๆ ก็ได้
อาจมีหลายคนแย้งว่า “อ้าว! ถ้าลงทุนแต่ RMF ที่ไม่เสี่ยง อย่าง ตลาดเงิน หรือพันธบัตรรัฐบาล แล้วอย่างนี้ผลตอบแทนที่ได้ก็ต่ำมาก แล้วจะชนะเงินเฟ้อได้อย่างไร แล้วตอนอายุ 55 ปี เงินที่เก็บใน RMF จะโตมากพอใช้ยามเกษียณเหรอ ?”
คืออย่างนี้ครับ เราลงทุนใน RMF หรือ LTF ที่มีความเสี่ยงต่ำก็เฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง แต่เมื่อไหร่ที่เรามั่นใจในทิศทางของตลาด เราก็ทำการสับเปลี่ยนกองทุนจากที่มีความเสี่ยงต่ำไปยัง RMF หรือ LTF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นเยอะๆได้ครับ ผมเองก็ใช้วิธีนี้ และทำการสับเปลี่ยนผ่านระบบ internet วิธีนี้สะดวกและการสับเปลี่ยนไม่ถือว่าผิดเงื่อนไขครับ







