
ภาพรวมตลาดหุ้นปี 2558 พร้อมทิศทางการลงทุนรับปีวอก
โดย น.ส.ชญานุตม์ เหมือนเดช ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย
โดย น.ส.ชญานุตม์ เหมือนเดช ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย
คงยากที่จะปฏิเสธว่าปี 2558 เป็นปีแห่งความผันผวนของตลาดการเงินโลก และได้ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ อาทิ ตลาดหุ้นและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทำให้มีเพียงบางตลาดเท่านั้นที่สามารถปรับตัวเป็นบวกได้ซึ่งหากย้อนไปดูเหตุการณ์สำคัญๆ ตลอดทั้งปีนี้ จะพบว่ามี3 ประเด็นหลักที่สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงินโลก
ประเด็นแรกได้แก่ การดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ที่รู้จักกันดีในนาม “QE” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มตั้งแต่ต้นปีที่ธนาคารกลางยุโรป(ECB) ได้ออกมาประกาศมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ ตั้งแต่เดือนมี.ค.58 –ก.ย.59 เป็นวงเงินทั้งสิ้นกว่า 1.1 ล้านล้านยูโรขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ) ก็ยังคงมาตรการอัดฉีดไว้ที่ 80 ล้านล้านเยนต่อปี ทำให้สภาพคล่องในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงชดเชยกับเม็ดเงิน QE ของสหรัฐฯที่สิ้นสุดไป จึงถือเป็นปัจจัยบวกหนุนตลาดหุ้นทั่วโลก ดันให้หุ้นยุโรปพุ่งขึ้นประมาณ 8% และในเวลาเดียวกันมาตรการดังกล่าวก็กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศในยุโรปเพื่อจูงใจให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนในประเทศ ฉุดค่าเงินยูโรให้อ่อนค่าลงกว่า 2% ซึ่งตลาดมองว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อภาคการส่งออกของยุโรป
นอกจากมาตรการเชิงปริมาณแล้ว ประเทศเกิดใหม่ต่างปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศเช่นกันอาทิ อินเดียที่ลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องรวม 4 ครั้งในปีนี้เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อชะลอลงตามราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในขณะที่จีนผ่อนคลายทางการเงินด้วยการปรับลดดอกเบี้ยถึง 6 ครั้งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการปรับลดอัตรากันสำรองธนาคารพาณิชย์และการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ มาตรการทางการเงินที่เข้มข้นในฝั่งประเทศเกิดใหม่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากตลาด ในทางตรงกันข้ามกลับมีความกังวลว่าเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้กำลังอ่อนแรงมากกว่าที่คาดไว้หรือไม่
ประเด็นที่ 2 คือ ตัวเลขเศรษฐกิจของจีนในฐานะผู้ทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจทั่วโลกด้วยขนาดGDP ที่ใหญ่กว่า 10.36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกว่า 7% ต่อปีซึ่งสูงกว่าภูมิภาคอื่น ประกอบกับจีนมีเป้าหมายปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุนอย่างต่อเนื่องหลังจากเปิดการเชื่อมโยงตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และฮ่องกง จึงทำให้นักลงทุนหันมาสนใจหุ้นจีนและหนุนให้ราคาหุ้นในตลาด A-shareพุ่งขึ้นเกือบ 60% และ H-shareพุ่งขึ้น17%ในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนที่จะเกิดแรงเทขายอย่างหนักในไตรมาสที่ 3 จากหลายปัจจัย
อาทิ ความกังวลเรื่องภาวะฟองสบู่ในตลาด และการดำเนินมาตรการเข้มงวดในการกู้ยืมมาซื้อหุ้นและการอนุญาตให้หุ้นกว่า 1,400 ตัวหยุดทำการซื้อขาย ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัว ทำให้ความวิตกกังวลของนักลงทุนเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อทางการจีนประกาศลดค่าเงินหยวนให้อ่อนค่าลงเกือบ 4% ภายใน 2 วันโดยไม่ได้ส่งสัญญาณล่วงหน้าทำให้หุ้น A-share และ H-share ดิ่งลงกว่า 35% ในเดือนกันยายน จากระดับสูงสุดในเดือนมิถุนายนทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงเช่นกัน
ประเด็นสุดท้าย คือ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(FED) หลังจากคาดการณ์มาตั้งแต่กลางปีว่าFEDจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเนื่องจากตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจทยอยออกมาในเชิงบวกบ่งชี้การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ ประกอบกับตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเงินทุนส่วนหนึ่งจึงไหลออกจากประเทศเกิดใหม่ไปยังสหรัฐฯ ทำให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น 10.82%จากต้นปี ขณะเดียวกันทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯระยะ 2 ปี ปรับขึ้นจากต้นปีที่ 0.47-0.70% มาอยู่ที่ 0.94%ส่วนพันธบัตรระยะ 10 ปีก็ปรับตัวขึ้น มาอยู่ที่ 2.21% (ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2558)จากที่เคยแกว่งตัวในกรอบ 1.6-2.0% ช่วงต้นปี
แสดงให้เห็นว่าตลาดปรับตัวเพื่อรับกับแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยไปบ้างแล้ว ทำให้ความน่าสนใจของการลงทุนในตราสารหนี้ลดลง แต่อย่างไรก็ตามอัตราเงินเฟ้อที่ถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ และความผันผวนในตลาดโลกทำให้สหรัฐฯเลื่อนการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อนที่ล่าสุดผลสำรวจของBloombergพบว่า กว่า 70%ของนักวิเคราะห์คาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้
สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นปี 2558 ในแต่ละภูมิภาคตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ยุโรปและญี่ปุ่น สามารถกลับมาเป็นบวกได้ แม้จะเผชิญความผันผวนอย่างหนักตลอดทั้งปี แต่ในแง่ราคาก็ถือว่าหุ้นกลุ่มประเทศนี้ค่อนข้างแพง โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ ส่วนตลาดฝั่งเอเชียโดยรวมติดลบแต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตอยู่ ทั้งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการปฏิรูปประเทศของภาครัฐ รวมทั้งระดับราคาที่ยังน่าสนใจ
ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำในปีนี้ปรับตัวดีขึ้นจากต้นปีประมาณ 13% จากความผันผวนในตลาดโลกทำให้มีความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น แต่ในระยะต่อไปตลาดทองคำอาจดูไม่ค่อยสดใสนัก สืบเนื่องจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าขึ้นกดดันราคา ประกอบกับเงินเฟ้อทั่วโลกยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนด้านราคาน้ำมันปรับตัวลดลงถึง 21.88% จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ และอุปทานน้ำมันที่ล้นตลาดกดดันราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง
ส่วนแนวโน้มในปี 2559ความผันผวนในตลาดจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไปจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ จังหวะการปรับขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯ นโยบายทางการเงินที่สวนทางกัน และความเสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ผู้ลงทุนจึงควรเตรียมพร้อมรับมือ โดยเน้นการคัดเลือกหุ้นและคัดเลือกตลาดที่ผลกำไรมีแนวโน้มเติบโตดี เพื่อสร้างผลตอบแทนในภาวะที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง
นอกจากนี้ การลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามภาวะตลาดมากนักหรือมีความเสี่ยงต่ำกว่าตลาด ด้วยกลยุทธ์แบบMinimize Volatilityก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะมีบทบาทสำคัญในปีหน้านี้ ทั้งนี้ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลการลงทุนอย่างรอบคอบและติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน
คำเตือน ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน จัดทำ ณ วันที่ 9ธันวาคม 2558







