
หายนะแน่?
ถ้าไม่รับฟังความจริงให้รอบด้าน ภาคเกษตรของไทยคงถึงคราว “หายนะ” แน่นอน
โดย...e-ช้าน [email protected]
ถ้าไม่รับฟังความจริงให้รอบด้าน ภาคเกษตรของไทยคงถึงคราว “หายนะ” แน่นอน
การผ่านร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ ของ ครม.ประยุทธ์ เกิดข้อเคลือบแคลงว่ามีวาระซ่อนเร้น จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง เป็นความสงสัยที่ฝั่งรัฐไม่อธิบายเหตุผลอย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่ต้น และร่างกฎหมายฉบับนี้ก็โผล่มาโดยไม่เปิดรับฟังความคิดเห็นมาก่อน
โดยเฉพาะคำอธิบายของคุณโฆษกรัฐบาลที่บอกว่า ต้องการออกกฎหมายควบคุม เนื่องจากทุกวันนี้มีสินค้าจีเอ็มโอวางขายในบ้านเราแล้ว
ถ้าฟังไม่ผิด แปลว่ามีคนนำสินค้าจีเอ็มโอมาวางขาย แต่เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีอำนาจจับกุม จึงต้องออกกฎหมายมาจับคนผิด
แต่พอไปพลิกเนื้อหากฎหมาย (ซึ่งผ่าน ครม.เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2558 และไม่มีการเผยแพร่) เขียนไว้ชัดว่า... ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะใช้ในการดูแลสิ่งมีชีวิตที่มีการตัดต่อ ตัดแต่ง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม หรือผสมผสานสารพันธุกรรมใหม่ที่ได้จากวิธีการใช้เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ หรือวิธีการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
โดยมี “คณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ” ทำหน้าที่เป็นกรรมการกลางกำกับดูแลการดัดแปลงพันธุกรรม โดย ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่ประธาน มีกรรมการโดยตำแหน่ง 12 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อีกไม่เกิน 10 คน และมีเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นกรรมการและเลขานุการ
จริงอยู่ว่าคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่...“กำหนดหลักการควบคุมการดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม...มิให้ปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม”
แต่นั่นก็เท่ากับว่าได้เปิดทางให้ “ผู้ประกอบการ” ยื่นขอ “ใบอนุญาตการตัดแต่งพันธุกรรม” ได้ใช่หรือไม่ ซึ่งในที่นี้หมายความว่าจะทดลอง ศึกษาวิจัยใดๆ สามารถขออนุญาต กระทั่งนำเสนอสู่การพิจารณาของคณะกรรมการว่าจะอนุญาตให้ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมได้หรือไม่
สรุปตรงๆ นี่คือ การปล่อยผีจีเอ็มโอ แต่ขอให้ทุกคนเชื่อหมอผีว่า คณะกรรมการกลางชุดนี้จะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดควบคุมไม่ให้เกิดอันตรายใดๆ มาหลอกหลอนคนไทยและเพื่อนมนุษยชาติ
ถ้าความกังวลขององค์กรภาคประชาชนทั่วประเทศ “วิตกจริต” ไปเอง ไฉนสภาพัฒน์บอกกับ ครม.เองว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้ส่งผลกระทบกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรอินทรีย์ จะจำกัดตลาดของไทยให้แคบลง และยังต้องแข่งกับผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น สหรัฐ (ปลูกพืชจีเอ็มโออันดับ 1) ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศและเกษตรกรในทุกมิติ
ถ้าเอาหัวใจคิด เราเป็นเมืองเกษตรกรรม ถ้าส่งเสริมให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ยึดตลาดโลกได้ เกษตรกรก็จะมีชีวิตที่มั่นคงขึ้น จึงไม่มีเหตุผลใดต้องไปเพิ่มความไม่มั่นใจแก่ผู้ซื้อ
อย่างนี้จะเข้าสุภาษิตที่ว่า ตาบอดคำช้าง...มีของดีอยู่แล้ว แต่ไม่เห็นคุณค่าหรือไม่?







