posttoday
ถึง Low Beta ก็ไม่ Low Profit เสมอไป

ถึง Low Beta ก็ไม่ Low Profit เสมอไป

01 ธันวาคม 2558

โดย บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต

โดย บุญชัย เกียรติธนาวิทย์  กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต

เมื่อสัปดาห์ก่อนมีงาน SET in the city 2015 ทำให้เราได้เห็นพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยที่เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ผู้ลงทุนเริ่มเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน เริ่มเข้าใจว่าไม่มีกองทุนไหนที่ดีที่สุด แต่ละกองทุนก็มีนโยบาย มีสไตล์ที่แตกต่างกัน เริ่มให้น้ำหนักพิจารณาผลงานกองทุนจากผลตอบแทนระยะยาวมากกว่าผลตอบแทนระยะสั้นๆ เพียง 3 – 6 เดือน

แต่คำถามหนึ่งที่ยังคงอยู่ และคงจะไม่เปลี่ยนแปลงไปง่ายๆ คือ “อยากได้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงต่ำๆ มีไหม” เรียกว่าคงได้ยินคำถามนี้กับทุกบูธ ทุก บลจ. คือ แม้รู้ในใจว่าลงทุนในหุ้นดี แต่อยากรู้ว่ามีการลงทุนสินทรัพย์อื่นที่ไม่เสี่ยงแต่ได้ผลตอบแทนใกล้ๆกันไหม ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันก็เป็นเรื่องปกติ ถามว่าเวลาเห็นโฆษณาว่ามีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง หรือเวลาเห็นค่าสถิตว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นระยะยาวให้ผลตอบแทนสูงกว่าลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ ก็สนใจแต่ก็ไม่กล้าอยู่ดี เพราะคิดแล้วว่าตอนที่ขาดทุนคงทำใจรับไม่ได้ กล้าๆ กลัวๆ เลยไม่ได้เริ่มต้นลงทุนในหุ้นสักที

ความเชื่อส่วนตัวของผม หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ดีครับ (และได้รับการพิสูจน์จากข้อมูลทางสถิติด้วย)

บลจ.ธนชาต จึงได้พยายามออกกองทุนที่จะตอบความต้องการในส่วนนี้ กองทุนประเภทหุ้น Low Beta เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยก็จริง แต่เน้นสไตล์ผันผวนน้อยๆ เพราะถึงจะชอบลงทุนในหุ้นเหมือนกัน แต่ก็ชอบหุ้นต่างกัน บางคนก็ชอบหุ้นปันผลไม่ต้องคิดอะไรมากได้ผลตอบแทนแบบเสือนอนกิน บางคนก็ชอบหุ้นที่สวิงตัวสูงเพราะสามารถหาช่องทางทำกำไรได้ ส่วนบางคนก็อยากลงทุนในหุ้น แต่รับความผันผวนได้น้อย

เพื่อให้เห็นภาพชัด ผมเลยทำข้อมูลเปรียบเทียบ 2 กองทุนหุ้นไทยของ บลจ.ธนชาต ที่มีคาแรกเตอร์ต่างกันชัดเจน ระหว่างกองทุน T-LowBeta กับ T-Priviledge ซึ่งเป็นกองทุนที่ดีทั้ง 2 กองทุน

ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2558 ทั้ง 2  กองทุนสามารถทำได้ดีกว่าตลาด เพราะตลาดติดลบเกือบ 7% เมื่อเราดูค่า SD หรือค่าความผันผวนจะพบว่า ตลาดอยู่ที่ 12.18 กองทุน T-LowBeta ค่า SD อยู่ที่ 7 ผันต่ำกว่าตลาดเกือบครึ่ง ส่วน T-Priviledge ซึ่งโดยนโยบายกองทุนจะเป็นกองทุนที่มีความผันผวนสูงมาก ลงทุนในหุ้นประมาณ 10 ตัว ทำให้ค่า SD สูงกว่าตลาด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าผันผวนมากกว่าแล้วจะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าตลาด

ส่วนค่า Beta ที่เรานำมากำหนดเป็นนโยบายกองทุน วิธีการพิจารณาคือ ค่า Beta ของตลาดจะเท่ากับ 1 เสมอ ถ้ากองทุนไหนมากกว่า 1 ก็แสดงว่าผันผวนสูงเมื่อเทียบกับตลาดนั่นเอง

แล้วทำไมผันผวนต่ำกว่า ผลตอบแทนไม่ต่ำตามไปด้วย?

เราลองคิดง่ายๆ นะครับ สมมติว่าเรามีเงิน 10 บาท ทำเงินหายไป 5 บาท เราต้องหาเพิ่มอีก 5 บาท ถึงจะมีเงินเท่าเดิม แต่ถ้าเราทำหายไป 1 บาท เราหาเพิ่ม 2 บาท ก็มีเงินมากกว่าเดิมแล้ว

เพราะฉะนั้น เราจะพบว่ายิ่งผันผวนมาก ย่อมหมายถึงมีโอกาส Loss สูง โอกาสที่จะกลับมาเป็น Profit ก็ต้องทำผลตอบแทนให้เยอะมากขึ้นตามไปด้วย

หากขาดทุน 10% ผลตอบแทนที่จะต้องทำเพื่อให้เงินกลับมาเท่าเดิม คือ ทำแค่ 11% เท่านั้น  แต่ถ้าขาดทุน 20% ผลตอบแทนที่ต้องทำเพิ่มเพื่อให้เงินกลับมาเท่าเดิม คือ 25% มีส่วนต่าง 15%

แต่สมมติว่าติดลบสูงถึง 30% หากต้องการให้ผลตอบแทนกลับมาเท่าเดิมต้องทำผลตอบแทนถึง 43% มีส่วนต่างที่ต้องทำมากขึ้น 13% เพราะฐานเงินต้นเราน้อยลง
ดังนั้นเวลาเราบอกว่า กองทุนนี้ผันผวนน้อย จึงไม่ได้หมายความว่าผลตอบแทนจะน้อยเสมอไป เมื่อ Downside มีน้อย Upside ก็มีแต้มต่อสูงตามไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนด้วยว่า หุ้นผันผวนต่ำที่เลือกนั้น พื้นฐานแข็งแกร่งเพียงใด ความสามารถในการทำกำไรมีสูงหรือไม่ ซึ่งผลตอบแทนของกองทุนจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ฝีมือของผู้จัดการกองทุนเป็นอย่างดี

กองทุนประเภท LowBeta ของ บลจ.ธนชาต มี 2 กองทุน คือ T-LowBeta และ T-LowBetaRMF ซึ่งกองประเภทนี้ถือเป็น Signature ของ บลจ.ธนชาต อย่างในช่วงนี้ถือเป็นโค้งสุดท้ายสำหรับการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี เราก็แนะนำกอง T-LowBetaRMF เพราะตั้งแต่ต้นปีสามารถทำผลตอบแทนได้ถึง 3.63% ทั้งๆที่ SET index ติดลบ -6.93% ชนะตลาดถึง 10.56% ครับ สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ธนาคารธนชาตทุกสาขาครับ

สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ที่ [email protected]

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท