
ถึง Low Beta ก็ไม่ Low Profit เสมอไป
โดย บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต
โดย บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต
เมื่อสัปดาห์ก่อนมีงาน SET in the city 2015 ทำให้เราได้เห็นพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยที่เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ผู้ลงทุนเริ่มเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน เริ่มเข้าใจว่าไม่มีกองทุนไหนที่ดีที่สุด แต่ละกองทุนก็มีนโยบาย มีสไตล์ที่แตกต่างกัน เริ่มให้น้ำหนักพิจารณาผลงานกองทุนจากผลตอบแทนระยะยาวมากกว่าผลตอบแทนระยะสั้นๆ เพียง 3 – 6 เดือน
แต่คำถามหนึ่งที่ยังคงอยู่ และคงจะไม่เปลี่ยนแปลงไปง่ายๆ คือ “อยากได้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงต่ำๆ มีไหม” เรียกว่าคงได้ยินคำถามนี้กับทุกบูธ ทุก บลจ. คือ แม้รู้ในใจว่าลงทุนในหุ้นดี แต่อยากรู้ว่ามีการลงทุนสินทรัพย์อื่นที่ไม่เสี่ยงแต่ได้ผลตอบแทนใกล้ๆกันไหม ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันก็เป็นเรื่องปกติ ถามว่าเวลาเห็นโฆษณาว่ามีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง หรือเวลาเห็นค่าสถิตว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นระยะยาวให้ผลตอบแทนสูงกว่าลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ ก็สนใจแต่ก็ไม่กล้าอยู่ดี เพราะคิดแล้วว่าตอนที่ขาดทุนคงทำใจรับไม่ได้ กล้าๆ กลัวๆ เลยไม่ได้เริ่มต้นลงทุนในหุ้นสักที
ความเชื่อส่วนตัวของผม หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ดีครับ (และได้รับการพิสูจน์จากข้อมูลทางสถิติด้วย)
บลจ.ธนชาต จึงได้พยายามออกกองทุนที่จะตอบความต้องการในส่วนนี้ กองทุนประเภทหุ้น Low Beta เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยก็จริง แต่เน้นสไตล์ผันผวนน้อยๆ เพราะถึงจะชอบลงทุนในหุ้นเหมือนกัน แต่ก็ชอบหุ้นต่างกัน บางคนก็ชอบหุ้นปันผลไม่ต้องคิดอะไรมากได้ผลตอบแทนแบบเสือนอนกิน บางคนก็ชอบหุ้นที่สวิงตัวสูงเพราะสามารถหาช่องทางทำกำไรได้ ส่วนบางคนก็อยากลงทุนในหุ้น แต่รับความผันผวนได้น้อย
เพื่อให้เห็นภาพชัด ผมเลยทำข้อมูลเปรียบเทียบ 2 กองทุนหุ้นไทยของ บลจ.ธนชาต ที่มีคาแรกเตอร์ต่างกันชัดเจน ระหว่างกองทุน T-LowBeta กับ T-Priviledge ซึ่งเป็นกองทุนที่ดีทั้ง 2 กองทุน
ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2558 ทั้ง 2 กองทุนสามารถทำได้ดีกว่าตลาด เพราะตลาดติดลบเกือบ 7% เมื่อเราดูค่า SD หรือค่าความผันผวนจะพบว่า ตลาดอยู่ที่ 12.18 กองทุน T-LowBeta ค่า SD อยู่ที่ 7 ผันต่ำกว่าตลาดเกือบครึ่ง ส่วน T-Priviledge ซึ่งโดยนโยบายกองทุนจะเป็นกองทุนที่มีความผันผวนสูงมาก ลงทุนในหุ้นประมาณ 10 ตัว ทำให้ค่า SD สูงกว่าตลาด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าผันผวนมากกว่าแล้วจะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าตลาด
ส่วนค่า Beta ที่เรานำมากำหนดเป็นนโยบายกองทุน วิธีการพิจารณาคือ ค่า Beta ของตลาดจะเท่ากับ 1 เสมอ ถ้ากองทุนไหนมากกว่า 1 ก็แสดงว่าผันผวนสูงเมื่อเทียบกับตลาดนั่นเอง
แล้วทำไมผันผวนต่ำกว่า ผลตอบแทนไม่ต่ำตามไปด้วย?
เราลองคิดง่ายๆ นะครับ สมมติว่าเรามีเงิน 10 บาท ทำเงินหายไป 5 บาท เราต้องหาเพิ่มอีก 5 บาท ถึงจะมีเงินเท่าเดิม แต่ถ้าเราทำหายไป 1 บาท เราหาเพิ่ม 2 บาท ก็มีเงินมากกว่าเดิมแล้ว
เพราะฉะนั้น เราจะพบว่ายิ่งผันผวนมาก ย่อมหมายถึงมีโอกาส Loss สูง โอกาสที่จะกลับมาเป็น Profit ก็ต้องทำผลตอบแทนให้เยอะมากขึ้นตามไปด้วย
หากขาดทุน 10% ผลตอบแทนที่จะต้องทำเพื่อให้เงินกลับมาเท่าเดิม คือ ทำแค่ 11% เท่านั้น แต่ถ้าขาดทุน 20% ผลตอบแทนที่ต้องทำเพิ่มเพื่อให้เงินกลับมาเท่าเดิม คือ 25% มีส่วนต่าง 15%
แต่สมมติว่าติดลบสูงถึง 30% หากต้องการให้ผลตอบแทนกลับมาเท่าเดิมต้องทำผลตอบแทนถึง 43% มีส่วนต่างที่ต้องทำมากขึ้น 13% เพราะฐานเงินต้นเราน้อยลง
ดังนั้นเวลาเราบอกว่า กองทุนนี้ผันผวนน้อย จึงไม่ได้หมายความว่าผลตอบแทนจะน้อยเสมอไป เมื่อ Downside มีน้อย Upside ก็มีแต้มต่อสูงตามไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนด้วยว่า หุ้นผันผวนต่ำที่เลือกนั้น พื้นฐานแข็งแกร่งเพียงใด ความสามารถในการทำกำไรมีสูงหรือไม่ ซึ่งผลตอบแทนของกองทุนจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ฝีมือของผู้จัดการกองทุนเป็นอย่างดี
กองทุนประเภท LowBeta ของ บลจ.ธนชาต มี 2 กองทุน คือ T-LowBeta และ T-LowBetaRMF ซึ่งกองประเภทนี้ถือเป็น Signature ของ บลจ.ธนชาต อย่างในช่วงนี้ถือเป็นโค้งสุดท้ายสำหรับการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี เราก็แนะนำกอง T-LowBetaRMF เพราะตั้งแต่ต้นปีสามารถทำผลตอบแทนได้ถึง 3.63% ทั้งๆที่ SET index ติดลบ -6.93% ชนะตลาดถึง 10.56% ครับ สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ธนาคารธนชาตทุกสาขาครับ
สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ที่ [email protected]







