
Smart Beta ... การลงทุนรูปแบบใหม่
โดย ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย)
โดย ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย)
หากจะพูดถึงกลยุทธ์การลงทุนโดยทั่วไป มักจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ การลงทุนแบบเชิงรุก (Active) และการลงทุนแบบเชิงรับ (Passive) ซึ่งทั้งสองแบบนี้มีข้อแตกต่างกันหลายประการ อาทิ การคัดเลือกหลักทรัพย์รายตัวและสัดส่วนที่จะลงทุน การลงทุนเชิงรุกเป็นการตัดสินใจโดยใช้วิจารณญาณของผู้ลงทุนหรือผู้จัดการลงทุนเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่การลงทุนเชิงรับคือการลงทุนอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างผลตอบแทนให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเกณฑ์มาตรฐานมากที่สุด สำหรับการลงทุนเชิงรับแล้ว หลักทรัพย์รายตัวและสัดส่วนในการลงทุนจะอ้างอิงกับดัชนีชี้วัด
เมื่อพิจารณาในแง่ของผลตอบแทน กลยุทธ์เชิงรับจะมีผลตอบแทนที่ขึ้นอยู่กับทิศทางและความผันผวนของตลาดค่อนข้างมาก โดยค่าความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนเมื่อเทียบกับตลาดนี้ จะวัดโดยใช้ค่าเบต้า (beta) หรือตัวบ่งชี้ความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนกับดัชนีชี้วัดของตลาดนั้น ซึ่งโดยทั่วไปการลงทุนเชิงรับจะมีค่าเบต้าเท่ากับ 1 และเมื่อคำนวณค่าเบต้าของพอร์ตแล้ว ยิ่งใกล้เคียงกับ 1 มากเท่าไหร่ ก็หมายความว่าสามารถลงทุนให้ผลตอบแทนของพอร์ตใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนีมากขึ้นเท่านั้น
ในขณะที่การลงทุนเชิงรุก แม้ผลตอบแทนส่วนหนึ่ง อาจมีแนวโน้มที่ขึ้นกับผลตอบแทนของตลาด แต่เนื่องจากจะมีการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุนในการคัดเลือกหลักทรัพย์ การจัดสรรสัดส่วนในการลงทุนในแต่ละหลักทรัพย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การลงทุนเชิงรุก อาจจะมีค่าเบต้าสูงกว่า 1 มาก (คือผลตอบแทนที่ขยับไปในระดับที่มากกว่าตลาดทั้งในขาขึ้นและขาลง) หรือมีค่าเบต้าต่ำกว่า 1 มาก (คือผลตอบแทนที่ขยับไปในระดับที่น้อยกว่าตลาด) ก็ได้ ซึ่งหากกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้เหนือตลาด ผลตอบแทนส่วนเกินนี้ เรียกว่าค่าอัลฟ่า (Alpha) โดยแม้ว่าการลงทุนในเชิงรุก อาจจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้เหนือกว่าตลาด แต่ก็จะมีความเสี่ยงที่เกิดจากการตัดสินใจผิดพลาดของผู้จัดการกองทุน อาทิ การคัดสรรหุ้นที่มีพื้นฐานไม่ดี หรือหุ้นที่ราคาอยู่ในช่วงขาลง หรือให้น้ำหนักในหุ้นแต่ละตัวไม่เหมาะสม รวมถึงกลยุทธ์นี้ยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากผู้จัดการกองทุนต้องศึกษาหาข้อมูลละเอียด ขณะที่กลยุทธ์เชิงรับมีการลงทุนที่เป็นระบบตามดัชนี ทำให้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างน้อย
ในส่วนของการลงทุนเชิงรับนั้น เนื่องจากต้องการที่จะสร้างผลตอบแทนตามดัชนีซึ่งส่วนใหญ่จะถูกถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด พอร์ตการลงทุนก็จะให้น้ำหนักมากกับหุ้นที่มูลค่าตามราคาตลาดสูง และให้น้ำหนักน้อยกับหุ้นที่มีราคาตลาดต่ำ ส่งผลให้ผลตอบแทนที่ได้กระจุกตัวอยู่ในเฉพาะหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูง และเสียโอกาสในการทำกำไรจากหุ้นในกลุ่มอื่นๆ อาทิ หุ้นขนาดเล็ก หุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ ดังนั้นการลงทุนเชิงรับจึงไม่สามารถให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk-adjusted Return) ได้มากเท่าที่ควร ผลจากข้อด้อยดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการบริหารการลงทุนรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Smart Beta ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่รวมเอาการลงทุนเชิงรุกและเชิงรับเข้ามาไว้ด้วยกัน โดยมุ่งเน้นให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานในปัจจุบัน
Smart Beta เป็นการลงทุนอย่างเป็นระบบที่มุ่งเน้นให้ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนเชิงรับทั่วๆ ไป โดยนำข้อดีของการลงทุนเชิงรับที่มีแบบแผนการลงทุนอย่างเป็นระบบ ช่วยลดต้นทุนและลดความผิดพลาดที่อาจเกิดจากการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุน มาผนวกรวมกับข้อดีของการลงทุนเชิงรุกที่มุ่งเน้นสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีชี้วัดที่คำนวณโดยใช้มูลค่าตลาด ดังนั้น การลงทุนแบบ Smart Beta จึงเป็นการลงทุนที่มีต้นทุนน้อย ความเสี่ยงต่ำ แต่สามารถให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงสูงได้ด้วย
การลงทุนแบบ Smart Beta แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ 1) Fundamental Smart Beta หรือการนำปัจจัยพื้นฐานมาใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดน้ำหนักการลงทุน โดยอาจเป็นปัจจัยในระดับมหภาค อาทิ ตัวเลข GDP, อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจหรือยอดดุลงบประมาณ หรืออาจเป็นปัจจัยในระดับจุลภาค อาทิ กระแสเงินสด, ยอดขายสินค้าหรือเงินปันผล 2) Risk-based Smart Beta หรือการนำปัจจัยด้านความเสี่ยงมาใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดน้ำหนักการลงทุน โดยจะให้น้ำหนักน้อยในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง และให้น้ำหนักมากในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อให้ผลตอบแทนโดยรวมเมื่อปรับด้วยความเสี่ยงแล้ว มีผลตอบแทนที่สม่ำเสมอกว่าการลงทุนแบบทั่วๆไป
อย่างไรก็ตาม การลงทุนแบบ Smart Beta ทั้งสองประเภทมีข้อจำกัดอยู่ด้วยเช่นกัน โดยการลงทุนแบบแรกนั้นจำเป็นจะต้องเลือกปัจจัยพื้นฐานที่ใช้เป็นตัวแปรในการคำนวณสัดส่วนการลงทุนในจำนวนที่เหมาะสม หากใช้น้อยจนเกินไปก็จะก่อให้เกิดการกระจุกตัวของส่วนเกินความเสี่ยง ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนต่อความเสี่ยงได้มากเท่าที่ควร โดยปัจจัยพื้นฐานที่นำมาใช้จะต้องมีความสัมพันธ์กับผลตอบแทนด้วย ขณะที่การลงทุนแบบที่สองนั้นจะใช้เทคนิคทางคณิตศาสตร์เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งก็มีความเสี่ยงในการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่อาจจะมีปัจจัยพื้นฐานไม่ดี และส่งผลลบต่อผลตอบแทนได้เช่นเดียวกัน
จะเห็นได้ว่าการลงทุนแบบ Smart Beta เป็นการลงทุนที่น่าสนใจอีกรูปแบบหนึ่ง และได้รับความนิยมมากขึ้นในตลาดโลก บลจ.กสิกรไทยจึงได้ร่วมมือกับ Lombard Odier (Hong Kong) บริษัทในเครือของ Lombard Odier บริษัทจัดการเงินลงทุนชั้นนำระดับโลก โดยได้เริ่มนำกลยุทธ์แบบ Smart Beta เข้ามาใช้ในการบริหารพอร์ตของกองทุนของบริษัท เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้กับนักลงทุนไทย และนับเป็นบลจ.แห่งแรกในประเทศไทยที่ริเริ่มใช้กลยุทธ์ดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้เชื่อว่าด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจของกลยุทธ์นี้จะสร้างความสนใจแก่นักลงทุนไทย และให้รูปแบบการลงทุนนี้เป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย
คำเตือน ผู้ลงทุนโปรด “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”







