
ฝัน(ไม่)เป็นจริง?
ติดตามผลการเลือกตั้งในเมียนมาแล้วน่าตื่นตาตื่นใจ ที่เห็นพี่น้องเพื่อนบ้านฝั่งตะวันตกของบ้านเรามีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างสูง
โดย...e-ช้าน [email protected]
ติดตามผลการเลือกตั้งในเมียนมาแล้วน่าตื่นตาตื่นใจ ที่เห็นพี่น้องเพื่อนบ้านฝั่งตะวันตกของบ้านเรามีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างสูง
บรรยากาศโดยทั่วไปของประชาชนทั้งประเทศดูชื่นมื่น มีความสุขกับผลการเลือกตั้งกันถ้วนหน้า...เรียกว่าเหมือนฟ้าเปิดกันเลยทีเดียว
e-ช้าน...เชื่อว่าถ้ากองทัพทำตามสัญญาที่ลั่นวาจาไว้ โดยยอมรับความพ่ายแพ้การเลือกตั้ง และยอมสละอำนาจที่ยึดครองมาอย่างยาวนานอย่างเด็ดขาด อนาคตของชาวเมียนมาคงมีแนวโน้มสดใส ย่างก้าวที่ประชาชนจะลืมตาอ้าปาก เสรีภาพที่โหยหาก็จะเป็นจริงมากยิ่งขึ้น
อย่างน้อยที่สุด การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าทิศทางการเมืองในภูมิภาคอาเซียนกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
ปฏิญญากรุงเทพฯ ที่ได้ร่วมลงนามกันเพื่อสร้างความร่วมมือในการเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม การธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคง ฯลฯ อาจจะเป็นไปได้จริงสักวัน
นั่นหมายถึงอีกภาพที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือการปกครองโดยระบอบเผด็จการทหารจะค่อยๆ หมดไปจากภูมิภาค ประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพในการกำหนดอนาคตของตนเองมากขึ้น
เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นแค่ฝันลมๆ แล้งๆ หรือไม่เท่านั้น
หันมามองอนาคตการเมืองในบ้านเราบ้าง ถ้าอองซานซูจีสามารถเจรจาเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ไม่ว่าใครจะนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีก็ตาม นั่นแปลว่าเมียนมากำลังขยับเดินหนีเราไปอีกก้าว อย่างน้อยก็เป็นการปลดปล่อยพันธนาการทางการเมืองขึ้นครั้งแรกด้วยมือประชาชน
ขณะที่การเมืองบ้านเรายังคงขมุกขมัว อึมครึม มีความไม่แน่นอนสูง หลายปัญหาที่ปกคลุมอยู่มันสะท้อนว่า การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จนั้นไม่ว่าใครเป็นผู้ใช้ ย่อมนำมาซึ่งความน่าเคลือบแคลงและเกิดบรรยากาศแห่งความกลัวตามมาด้วย
ถ้าเรายังมองปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในวันนี้โดยหวังใช้ยาแรงฆ่าเชื้อเพียงอย่างเดียว มันอาจจะติดหล่ม และก้าวไปสู่อนาคตที่ดีได้ยาก
ถึงเวลานี้ e-ช้าน...ไม่ค่อยจะมั่นใจว่าระบบเลือกตั้งที่ดีมันคือการกาบัตรเพียงใบเดียว หรือการเมืองที่ดีคือการกำจัด “นักการเมืองเลว” สถานเดียว
ถ้าตั้งโจทย์ว่านักการเมืองคือ “ตัวปัญหา” และมุ่งกำจัด “ตัวปัญหา” ไม่น่าจะถูกไปเสียทั้งหมด เพราะองค์ประกอบการปกครองที่ดีมีปัจจัยมากกว่านั้น
การยึดติดกรอบคิดแบบเดิมๆ ที่ว่า เราจะวนอยู่กับนายกฯ คนนอก กลัวเสียงข้างมาก นิรโทษกรรม ฯลฯ
ดูๆ แล้ว จึงยังมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน นอกจากการปะผุเรื่องโน่นนิด เรื่องนี้หน่อย แต่ไม่มีหลักประกันใดพอให้มั่นใจว่าอดีตจะไม่ย้อนมาทำร้ายปัจจุบันอีก
คงต้องฝากช่วยกันคิดต่อ ดูเมียนมา ดูประเทศเด็กดีของอเมริกา ฯลฯ เป็นตัวอย่าง เผื่อว่าเราจะนำบทเรียนเหล่านั้นมาช่วยกันหาทางออกได้







