
การวางแผนทางการเงินสำหรับนักกีฬามืออาชีพ
การวางแผนทางการเงินสำหรับนักกีฬามืออาชีพ.....กฎทองคำที่ควรยึดถือ
โดย ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
การทำงานกับนักกีฬามืออาชีพที่มีชื่อเสียงมักจะเป็นโอกาสที่ทำให้ความฝันเป็นจริงสำหรับนักวางแผนการเงินหลายคน คุณน่าจะคิดออกว่า ผมตื่นเต้นแค่ไหนเมื่อผมได้รับเชิญจากผู้จัดการสโมสรฟุตบอลจังหวัดนครราชสีมา หรือที่เรียกว่า Swat Cat ให้จัดการอบรมเรื่องการวางแผนทางการเงินสำหรับนักกีฬาของสโมสร ที่เมืองโคราชในเดือนที่แล้ว ผมขอสารภาพว่า ผมไม่รู้เรื่องฟุตบอลมากนัก แต่ก็ตกใจเมื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบที่ซับซ้อน และจำนวนเงินสนับสนุนที่แต่ละสโมสรได้รับ สำหรับสโมสรแห่งนี้ หัวหน้าโค้ชเป็นคนญี่ปุ่น และโค้ชผู้รักษาประตู เป็นคนโปแลนด์และนักเตะต่างชาติหลายคนประมูลตัวมาจากอังกฤษ เยอรมนี และแอฟริกา
คุณอาจจะพอนึกออกแล้วว่า หัวหน้าโค้ชและนักกีฬาเหล่านี้ไม่ได้ถูกจ้างด้วยเงินเดือนที่ไม่สูง และในเวลาเดียวกัน นักเตะสัญชาติไทยในสโมสรดังกล่าว ก็ได้รับค่าจ้างที่สูงเช่นกัน ต้องยอมรับว่า ระดับเงินตอบแทนคงไม่สูงเท่ากับมาตรฐานของ English Premier League แต่ในเวลาเดียวกัน นักกีฬาหลายคนได้รับค่าจ้างมากกว่าค่าจ้างที่ผมได้รับเสียอีก
นักกีฬามืออาชีพทั่วโลกมักจะมีลักษณะเฉพาะที่เหมือนกัน กล่าวคือ มีวิถีการดำเนินชีวิตที่หรูหรา มีครอบครัวหรือเพื่อนที่หวังจะได้การสนับสนุนความช่วยเหลือด้านการเงิน มีอัตราการหย่าร้างสูง มีปัญหาด้านกฎหมาย มีความอยากรวยเร็ว และมีตารางฝึกซ้อมและการแข่งขันที่เหนื่อยมาก ไม่เป็นเรื่องที่แปลก ที่ระยะเวลาที่พวกเขาได้รับค่าจ้างสูง หรือได้รับเงินจากสัญญาจ้างสนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ มักจะจบลงเร็วเกินกว่าที่คิด อัตราเฉลี่ยของการเป็นนักกีฬาอาชีพใน Major League Baseball, National Basketball Association (NBA) หรือ National Football League (NFL) ในสหรัฐฯ อยู่ที่เพียง 6 ปีหรือน้อยกว่า ที่แย่ไปกว่านั้น ดังปรากฏในนิตยสาร Sports Illustrated ร้อยละ 78 ของนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลใน NFL ต้องเผชิญกับภาวะการล้มละลาย หรือประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง ภายในสองปีหลังจากที่เลิกเล่นกีฬาดังกล่าว และร้อยละ 60 ของนักกีฬาบาสเกตบอลใน NBA จะต้องเผชิญปัญหาคล้ายกันภายในห้าปี
โดยปกติ เส้นทางอาชีพของนักกีฬาอาชีพจะมีทั้งหมดสี่ช่วง โดยแต่ละช่วงจะมีข้อแตกต่างกันในมุมมองของการวางแผนทางการเงิน ในช่วงที่มีการลงนามสัญญาครั้งแรก มักจะมีเงินเข้าพอสมควรในแต่ละปี ซึ่งเป็นช่วงที่จัดการงบประมาณส่วนตัว และมีแผนทางการเงินขั้นพื้นฐานก็จะเพียงพอ ในการลงนามสัญญาว่าจ้างครั้งที่สอง ซึ่งอาจจะมีค่าตอบแทนสูงถึง 5-10 ล้านบาทต่อปี อาจต้องนำไปสู่การวางแผนทางภาษี การวางแผนการออมเพื่อการศึกษาบุตรสำหรับนักกีฬาที่มีลูกเล็ก ช่วงที่สาม ระยะเวลาประมาณ 5-10 ปี จะเป็นช่วงที่ได้รับค่าตอบแทนสูงสุด ซึ่งนักกีฬาจะได้รับค่าจ้างเป็นมูลค่าหลายล้านบาทต่อปี และยังได้รับเงินตอบแทนจากผู้สนับสนุน ณ จุดนี้ การโอนหลักทรัพย์และสินทรัพย์ให้กับคนในครอบครัวน่าจะได้รับความสำคัญมาก และช่วงสุดท้าย เป็นช่วงของการเกษียณจากการเล่นแบบอาชีพ เป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินที่ออมไว้อย่างเฉลียวฉลาด
การสอนนักกีฬาเกี่ยวกับการเงินเป็นความท้าทายที่ยากเกือบที่สุดที่นักวางแผนทางการเงินต้องเผชิญ นักกีฬาบางคนอาจต้องเลิกเล่นแบบอาชีพเมื่อมีอายุเพียง 30 ปี และจะมีความจำเป็นต้องใช้ชีวิตที่เหลืออีก 50 ปี จากเงินที่ออมมาในช่วงเวลาดังกล่าว หากยังมีเงินดังกล่าวเหลืออยู่ เพราะฉะนั้น มีความจำเป็นที่ต้องมีการจัดสรรพอร์ทการลงทุนโดยมีสัดส่วนที่มากสำหรับหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ หุ้นและพันธบัตร ในมุมมองหนึ่ง นักกีฬามักจะมีเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น พวกเขาไม่น่าจะมีปัญหาในการเข้าใจหลักความคิดดังกล่าว แต่ในความเป็นจริง เป็นสิ่งที่ยากมากที่พวกเขาจะให้ความสนใจกับการเรียนรู้เกี่ยวกับระบบการเงิน ในช่วงฤดูการเล่น เพราะพวกเขามักจะ มีตารางฝึกซ้อมและการแข่งขันที่เหนื่อยมาก
การจำกัดค่าใช้จ่ายก็เป็นเรื่องที่ยากสำหรับนักกีฬามืออาชีพ เมื่อพวกเขาสามารถมีรายได้ที่สูงมาก เป็นธรรมชาติที่คนรอบข้างของพวกเขามีความหวังที่จะได้การสนับสนุนความช่วยเหลือด้านการเงินด้วย และเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่พวกเขาจะช่วยเหลือคนที่สนับสนุนพวกเขามาก่อนที่จะมีชื่อเสียง แต่การตอบแทนดังกล่าว ต้องทำอย่างมีขั้นตอนและระมัดระวังอย่างมาก ปัญหาคือเมื่อการสนับสนุนทางการเงินไม่ได้ถูกดำเนินการอย่างระมัดระวัง และอาจมีการใช้จ่ายที่มากเกิน
การตั้งเป้าหมายที่เหมาะสม และบริหารเงินที่นักกีฬาได้รับและค่าใช้จ่ายของพวกเขาอย่างรอบคอบ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ การใช้เครดิตอย่างชาญฉลาดก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน การอธิบายเรื่องการบริหารความเสี่ยงให้นักกีฬาอาชีพเข้าใจ เป็นความท้าทายอีกอย่าง เพราะเป็นธรรมชาติของนักกีฬาเหล่านี้ ที่ชอบเสี่ยง นอกจากนี้ พวกเขาหลายคนมักจะขับรถยนต์ในทำนองเดียวกับที่เขาเล่นกีฬา – ขับเร็วมาก เพราะฉะนั้น การที่มีกรมธรรม์ประกันภัยที่ครอบคลุมสิ่งที่จำเป็น เป็นความจำเป็นมากสำหรับนักกีฬาและครอบครัวของเขา เพราะคนเหล่านี้ยังถือว่ามีอายุน้อย และมักจะปล่อยให้ร่างกายของเขาได้รับความเสี่ยงในหลายรูปแบบ นอกจากจะมีประกันสุขภาพแล้ว นักกีฬาเหล่านี้มีความเป็นต้องมีประกันบ้าน ประกันภัยรถยนต์ ประกันชีวิต และประกันความรับผิดชอบ
ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ [email protected]







