
ฟัง…ให้ได้ยิน
ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ตลาดทุนเติบโตอย่างยั่งยืน
โดย ปริย เตชะมวลไววิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการและสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ช่วงนี้ ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ นะครับ โดยเชื่อมั่นว่าการทำให้กฎเกณฑ์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการกำกับดูแลมีประสิทธิภาพ (effective regulation) นั้น เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ตลาดทุนเติบโตอย่างยั่งยืน
การที่จะออกกฎเกณฑ์ได้อย่างเหมาะสม และสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ออกกฎเกณฑ์อย่าง ก.ล.ต. จะต้องเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้ที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน โดยกระบวนการสำคัญที่จะทำให้เกิดความเข้าใจก็คือ การรับฟังความคิดเห็น (hearing) ที่ผ่านมา แม้ ก.ล.ต. จะมีกระบวนการhearing อยู่แล้ว แต่ก็มีเสียงสะท้อนว่า ก.ล.ต. เปิดรับฟังแบบ
“ฟังแต่ไม่ได้ยิน”ก็ขอยอมรับครับว่า ยังมีหลายเรื่องที่ต้องปรับปรุงเช่นอาจให้เวลาที่สั้นเกินไป
จนผู้ที่เกี่ยวข้องอาจไม่ทันได้ศึกษาอย่างละเอียด จึงไม่สามารถให้ความคิดเห็นได้ตรงจุด หรือเปิดรับฟังความคิดเห็นตอนที่มีร่างประกาศออกมาแล้ว ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องอาจมองว่า “ยังไม่ใช่” แต่พอมาถึงขั้นนี้แล้ว การรื้อทำใหม่ ก็อาจไม่ง่ายนัก หรือบางกรณีก็อาจเกิดเหตุที่ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ทราบเลยว่ามีการเปิดรับฟังความคิดเห็น เนื่องจากข่าวสารไปไม่ถึงหรือไปไม่ถูกกลุ่มก็เป็นได้
จากการรับฟังเสียงสะท้อนดังกล่าว และด้วยความตั้งใจที่จะพัฒนาตลาดทุนให้เกิดประโยชน์แก่ทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ก.ล.ต. จึงได้ปรับกระบวนการ hearing เนื่องจากเชื่อมั่นว่าการ “ฟังให้ได้ยิน”นอกจากจะทำให้กฎเกณฑ์และการบังคับใช้มีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว การได้ยินอย่างรอบด้าน ก็จะช่วยลดผลกระทบเชิงลบที่อาจคาดไม่ถึงได้ (unintended outcome)ด้วยครับ
การปรับปรุง hearing เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์เพื่อกำหนดกลุ่มผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง(stakeholder analysis) ให้ชัดเจนมากขึ้นจากนั้นก็เปิดให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นตั้งแต่เริ่มมีแนวคิดที่จะออกหรือแก้ไขปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไปจนถึงสุดท้ายเมื่อยกร่างกฎเกณฑ์แล้วก็ยังมีขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง
เรื่องของระยะเวลาก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษารายละเอียดของกฎเกณฑ์ได้อย่างลึกซึ้งและครบถ้วน ก.ล.ต. จึงได้ขยายระยะเวลารับฟังความคิดเห็นให้ยาวขึ้นโดยอ้างอิงตามาตรฐานสากลเช่น เรื่องทั่ว ๆ ไป ก็อาจใช้เวลาสั้นหน่อยได้ แต่หากเป็นเรื่องที่ซับซ้อน หรือมีผลกระทบมาก ก็ต้องเปิดรับฟังกันยาว ๆ อย่างน้อย 60 วัน ผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้มีเวลาทำความเข้าใจและพิจารณาได้อย่างรอบคอบครับ
อีกปัจจัยที่สำคัญคือช่องทางในการรับฟังความคิดเห็นครับ ช่องทางหลักที่ ก.ล.ต. ใช้เปิดรับฟังความคิดเห็นก็คือเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. และในเรื่องที่มีความซับซ้อน ก็จะพิจารณาให้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้อง(focus group)รวมทั้งจะมีการพิจารณาช่องทางเสริม เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงผู้ที่เกี่ยวข้องให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นe-mail หรือการส่งเอกสารรับฟังความคิดเห็นทางไปรษณีย์ เพื่อให้ทั่วถึงและถึงตัวจริง ๆ ครับ
นอกจากนี้ ก็จะปรับปรุงในเรื่องของภาษาที่ใช้นะครับ จะทำให้อ่านได้ง่าย ๆ ไม่ใช้ภาษาเทคนิคมากจนเกินไป และก็จะให้รายละเอียดแบบชัด ๆ ลงไปเลย เช่น เรื่องที่ขอความเห็นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มีวัตถุประสงค์ในการออกกฎเกณฑ์เพื่ออะไร มีทางเลือกอะไร แต่ละทางเลือกมีประโยชน์และผลกระทบอย่างไร เป็นต้น
กระบวนการต่าง ๆ ที่ ก.ล.ต. ปรับปรุงนี้ จะสัมฤทธิ์ผลอย่างมีประสิทธิภาพได้ ก็ต่อเมื่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาช่วยกันใช้สิทธิใช้เสียงของท่านให้ความเห็นด้วยนะครับ และหลังจากที่ ก.ล.ต. ได้รับความเห็นแล้ว
ก็จะมีการรวบรวมสรุปผลhearing เผยแพร่ไว้บนเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. ด้วย เพื่อให้ได้ทราบข้อมูลโดยทั่วกันครับ
อย่างที่ได้เรียนข้างต้นครับ ช่วงนี้ ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นระยะ ๆ นะครับ โดยเรากำลังพยายามปรับระบบนิเวศ(ecosystem) ของตลาดทุนให้มีความสมดุลและเหมาะสม เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้รับประโยชน์และเพื่อให้ตลาดทุนพัฒนาไปอย่างยั่งยืน ตัวอย่างล่าสุดที่เปิดรับฟังความเห็น เช่น (1) การปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อสร้างความชัดเจนและขยายขอบเขตการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจต่อลูกค้าที่จะลงทุนในผลิตภัณฑ์ตลาดทุนที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ และ (2) การผ่อนคลายหลักเกณฑ์ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนสามารถเสนอขายกองทุนที่มีความหลากหลายเช่นเดียวกับกองทุนที่เสนอขายในต่างประเทศและกำหนดคุณสมบัติของผู้ลงทุนที่จะสามารถลงทุนในกองทุนดังกล่าวให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของกองทุน เพื่อเตรียมความพร้อมในการแข่งขันในระดับสากล และรองรับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะเปิดให้ผู้ลงทุนไทยสามารถไปลงทุนในต่างประเทศได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ไทยตั้งแต่ปี 2559รวมทั้งเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุนด้วยเป็นต้น
ผมขอเรียนเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องให้ความคิดเห็นกันได้อย่างเต็มที่ที่ www.sec.or.th/hearing และในกรณีที่มี ข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ email: [email protected]หรือโทรศัพท์หมายเลข 1207 ขอบคุณครับ







