posttoday
อินเดีย: เปิดศักยภาพด้วยการปฏิรูป

อินเดีย: เปิดศักยภาพด้วยการปฏิรูป

22 ตุลาคม 2558

โดย ดร. สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย

โดย ดร. สมชัย อมรธรรม  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย

หากใครกล่าวถึง “อินเดีย” เมื่อหลายปีก่อน เราก็อาจจะนึกถึงภาพของประเทศที่อาจจะไม่ค่อยน่าสนใจเท่าใดนักประชากรยากจนและมีความไม่เท่าเทียมกันสูง แต่ภาพของอินเดียทุกวันนี้เปลี่ยนแปลง ดูเป็นประเทศที่มีศักยภาพค่อนข้างมากทีเดียว

จุดเปลี่ยนดูเหมือนจะเป็นการเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นายนเรนทรา โมดี  เมื่อช่วงกลางปีก่อน ซึ่งได้ชูประเด็นปฏิรูปเพื่อส่งเสริมการลงทุน โดยเขามุ่งเน้นไปที่การสร้างเสริมประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ให้กับอินเดีย เพื่อเอื้อต่อการทำธุรกิจ การปฏิรูปในด้านต่างๆ เกิดขึ้น กระบวนการที่ล่าช้าของหน่วยงานภาครัฐก็ถูกเร่งรัดให้มีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น มีความพยายามที่จะใช้ระบบ IT ในหน่วยงานราชการมากยิ่งขึ้น (Digital India) บริการทุกอย่างของภาครัฐจะเป็นบริการในรูปแบบ Online ภายในปี 2018 การบริหารงานในองค์กรต่างๆ มีความโปร่งใสยิ่งขึ้น การสร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงเมืองที่สำคัญเข้าด้วยกันซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญก็อยู่ในขั้นตอนการศึกษาและที่ผ่านมาก็เพิ่งมีการประกาศมาตรการเสริมสร้างทักษะคนอินเดีย 400 ล้านคนภายในปี 2022 ซึ่งจะช่วงเกื้อหนุน แนวคิด“Make in India” ที่มุ่งเน้นดึงดูดบริษัทผลิตสินค้าต่างๆ เข้ามาทำการผลิตในอินเดีย และการผ่อนคลายความเข้มงวดของกฎระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงของต่างชาติ (FDI) ก็ทำให้เริ่มมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และอาจทำให้อินเดียอาจกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญแห่งใหม่ของโลกก็ได้ในอนาคต

แต่การเติบโตของอินเดียยังดูเหมือนจะยังคงพึ่งพิงอุปสงค์ในประเทศเป็นหลัก จากที่มีประชากรอยู่มากถึง 1.28 พันล้านคน (มากเป็นลำดับที่สองของโลก รองจากจีน) ซึ่งกลายเป็นเรื่องดีในช่วงที่ผ่านมา เพราะทำให้อินเดียค่อนข้างปลอดภัยจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาลงในปัจจุบัน ต่างจากประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ ที่พึ่งพิงการส่งออกเป็นสำคัญโดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียในไตรมาส 2 ของปีปฏิทินนี้เติบโตถึง 7%ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าอินเดียจะเติบโตได้ถึงประมาณ 7.5% ในปีงบประมาณนี้ (เม.ย.58-มี.ค.59)และเร่งตัวขึ้นเป็น 8% ในปีงบประมาณหน้า ดีกว่าในสองปีที่ผ่านมาที่เติบโต “เพียง” 4.7-4.8% และนับเป็นอัตราการเติบโตที่หลายเป็นในกลุ่มกำลังพัฒนาคงจะ “อิจฉา” น่าดู แต่ถึงกระนั้นนาย ระฆุราม ราชัน ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย (RBI)ก็เพิ่งกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า อัตราการเติบโตของอินเดียยังคง “ต่ำ” กว่าความสามารถที่แท้จริงอยู่

ในด้านตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ของอินเดียก็มีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้นเงินเฟ้อที่เคยอยู่ในระดับ 9-10% ในปีก่อนๆ ล่าสุดเหลือเพียง 4.4% เท่านั้น นั่นหมายถึงความเป็นไปได้ในการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ที่เพิ่งหันมาใช้ Inflation Targeting เมื่อต้นปีนี้เองดัชนีความเชื่อมั่นต่างๆ ก็ปรับตัวดีขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เคยขาดดุลมาก็ลดการขาดดุลลงอย่างต่อเนื่อง ฐานะการคลังก็มีแนวโน้มดีขึ้น หนี้สาธารณะก็ลดลง ทำให้อินเดียซึ่งปัจจุบันได้เครดิตเรตติ้งต่ำสุดของ Investment Grade (“BBB-”) จากทุกสถาบันฯ ก็อาจจะได้รับการปรับเพิ่มเครดิตเรตติ้งก็ได้ในอนาคต (Moody’s ให้แนวโน้มเป็น “Positive”) นอกจากนี้ เมื่อแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น โอกาสของธุรกิจต่างๆ ก็เปิดกว้างมากขึ้นตามไปด้วย เช่น ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม อินเดียก็ยังเผชิญความท้าทายอีกหลายด้าน กระบวนการปฏิรูปที่ยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและในอีกหลายด้าน เช่น การเริ่มใช้ภาษีสินค้าและบริการ (Good & Service Tax) ซึ่งยังคงถูกต่อต้านจากพรรคฝ่ายค้านในสภา การออกกฎหมายที่ดิน การปฏิรูปภาคการธนาคาร เหล่านี้เป็นต้น แต่ถึงกระนั้น ประเด็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ ทำให้เศรษฐกิจอินเดียนับเป็นเศรษฐกิจที่น่าติดตามอย่างยิ่ง และเป็นความหวังเดียวที่เหลืออยู่ในกลุ่ม BRIC ที่จะผลักดันเศรษฐกิจโลกต่อไป เพราะประเทศอื่นๆ ในกลุ่มนี้ ถ้าไม่ชะลอตัวลงจนน่าตกใจ ก็เข้าสู่ภาวะถดถอยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท