
กำราบให้เข็ด
กลายเป็นปัญหาบานปลายขึ้นมาทันทีต่อกรณีเหตุการณ์จลาจลบริเวณหน้า
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
กลายเป็นปัญหาบานปลายขึ้นมาทันทีต่อกรณีเหตุการณ์จลาจลบริเวณหน้า สน.ถลาง จ.ภูเก็ต เมื่อช่วงดึกวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยชนวนเกิดจากการจับกุมวัยรุ่นต้องสงสัย
ซึ่งคาดว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด แต่ระหว่างดำเนินการอยู่นั้นวัยรุ่นจำนวน 2 คน ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีก่อนเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ
ประเด็นดังกล่าวได้สร้างความโกรธแค้นให้กับเพื่อนๆ ของวัยรุ่นที่เสียชีวิตรวมถึงประชาชนซึ่งไม่พอใจว่าการกระทำของ
เจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ ก่อนที่เรื่องดังกล่าวจะลงเอยด้วยการทุบทำลาย สน.ถลาง พร้อมเผารถยนต์ที่จอดอยู่ด้านหน้าโรงพักจนได้รับความเสียหายหลายคัน
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนได้รับบาดเจ็บ โดยล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รวบรวมพยานหลักฐานและเตรียมออกหมายจับผู้กระทำความผิดเบื้องต้น
โดยมีจำนวน 9 คน และคาดว่า 1 ใน 9 คนนี้อาจเป็นแกนนำที่ปลุกระดมมวลชนให้ไปชุมนุมบริเวณด้านหน้าโรงพัก สน.ถลาง ก่อนเกิดเหตุการณ์อันน่าสะพรึง
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดมีความผิดฐานทำลายทรัพย์สินของราชการ วางเพลิงสถานที่ราชการ ทำร้ายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ และพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. 2558
คาดว่าอาจมีการออกหมายจับผู้กระทำผิดเพิ่มอีก ซึ่งเรื่องนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาดเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ทุกกลุ่ม
เพราะเรื่องนี้ต้องยอมรับว่าประชาชนได้กระทำการเกินกว่าเหตุ โดยใช้กฎหมู่ที่อยู่เหนือกฎหมาย เหมือนบ้านนี้เมืองนี้ไม่มีขื่อไม่มีแป แน่นอนว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นความสูญเสียอันน่าโศกเศร้าให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและเพื่อนฝูง การแก้แค้นด้วยลักษณะใช้ความรุนแรงนั้นไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่ควรเป็นการใช้ข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ที่ได้เสียชีวิตบริสุทธิ์จริง ทุบโต๊ะ...เสียงดังฟังชัด คือ ต้องกำราบให้เข็ด







