ละลายแม่น้ำ

  • วันที่ 09 ต.ค. 2558 เวลา 09:45 น.

โดย...คุณบ๊งเบ๊ง antibodyposttoday@gmail.com

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แม้จะมีเสียงคัดค้านทั้งจากสถาปนิก วิศวกร นักสิ่งแวดล้อม นักวิชาการ รวมถึงบรรดาชุมชนที่อยู่รายรอบ แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ยังเดินหน้าดัน “แลนด์มาร์คทางเลียบริมเจ้าพระยา” มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท อย่างเต็มสูบ หวังจะให้เสร็จก่อนโรดแมป ที่จะเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลปกติในอีก 2 ปีข้างหน้าให้ได้

ว่ากันว่า 2 นายพลที่เคยจัดซื้อเรือเหาะ และเคยจัดซื้อ GT200 หวังอย่างยิ่งที่จะให้เป็นหน้าเป็นตาของรัฐบาล เพื่อซื้อใจคนกรุง จากที่รักรัฐบาลนี้มากอยู่แล้ว ให้รักมากขึ้นไปอีก

ขณะที่อีก 1 นายพล ที่ดำรงตำแหน่ง “ท่านผู้นำ” ก็พร้อมเอาใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะใช้เงินขนาดไหน รัฐบาลนี้สู้ไม่อั้น!

อย่างไรก็ตาม เสียงคัดค้านนั้น มิใช่เสียงนกเสียงกา แต่เป็นเสียงที่น่ารับฟังอย่างยิ่ง เพราะแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สะพานพระราม 7 จนถึงสะพานปิ่นเกล้านั้น กว้างเพียง 180-220 เมตร ไม่ใช่ช่วงแม่น้ำที่กว้างขวางอย่างในแม่น้ำฮันของเกาหลีใต้ที่รัฐบาลตั้งใจจะเอาเป็นโมเดล

นั่นหมายความว่า แม่น้ำที่กว้าง 180 เมตร จะหายไปทันที 2 ข้าง รวมแล้ว 40 เมตร เพื่อหลีกทางให้เสาเข็มขนาดใหญ่ จนเหลือขนาดเพียง 160 เมตรเท่านั้น

ในช่วงฤดูน้ำหลาก แน่นอนว่าการระบายน้ำจากปิง วัง ยม น่าน ลงอ่าวไทย จำต้องตีบตันลง และหากเกิดน้ำท่วมใหญ่อย่างเมื่อปี 2554 วิกฤตจะหนักขึ้น รุนแรงขึ้นแน่นอน

โดยเฉพาะการระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง เพราะ “เจ้าพระยา” คือทางออกที่สั้นและตรงที่สุดในการเอาน้ำออกจากพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ยิ่งหากเกิดปรากฏการณ์ “น้ำทะเลหนุน” เพิ่ม ยิ่งไม่อยากจะนึกภาพ

ทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวมการจัดการน้ำผ่าน “คลองซอย” ที่อยู่รอบพื้นที่ก่อสร้าง รวมถึงการจัดการกับคนที่อยู่ริมน้ำแต่เดิม

ต้องไม่ลืมว่า ในบรรดาบ้านเรือนที่อยู่ริมน้ำนั้น ไม่ใช่ตัวปัญหาที่สร้างมลพิษ-ปล่อยขยะลงแม่น้ำ หรือรุกล้ำแม่น้ำเพียงอย่างเดียว แต่หลายคนก็ใช้ชีวิตร่วมกับน้ำตามปกติ ขณะที่อีกหลายคนอยู่ริมแม่น้ำมาตั้งแต่สร้างกรุงรัตนโกสินทร์

การจ่ายเงินเพื่อให้คนเหล่านี้ไปอยู่แฟลต เพื่อแลกกับการเพิ่มลานคอนกรีต ให้คนเมืองมีที่ปั่นจักรยาน-เดินเล่นมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามว่า “คุ้มกันแล้วหรือ”

น่าตกใจที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ไม่ได้สะทกสะท้านกับวิถีชีวิตริมน้ำ แต่กลับเป็นห่วง “วังบางขุนพรหม” และพื้นที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะได้รับผลกระทบเช่นกันมากกว่า

ในเมื่อไม่มีการศึกษาความจำเป็น ไม่มีขั้นตอนรับฟังเสียงทักท้วง รวมถึงเร่งขั้นตอนก่อสร้างอย่างผิดปกติ จึงน่าสนใจอย่างยิ่งว่าโครงการนี้มีประโยชน์อย่างไร

หากโครงการนี้ถูกดันในรัฐบาลปกติ ก็คงจะเรียกเสียงคัดค้านจนสร้าง “แนวร่วม” ต่อต้านได้มากมาย เผลอๆ รัฐอาจต้องกลับไปแก้ใหม่ให้รัดกุมกว่านี้แล้ว

แต่ในยุค “รัฐบาลปฏิรูป” ที่คนดีเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองแล้ว เสียงทักท้วงนั้นไม่มีความหมายอะไร เพราะวาจาสิทธิของท่านผู้นำ ถือเป็นคำสั่งที่ต้องทำตาม และต้องทำให้สำเร็จเท่านั้น

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ