
เรื่องจริงที่ชวนอึดอัดใจ
โดย...รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส
โดย...รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส
สวัสดีครับ เมื่อใกล้เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี คำถามจากนักลงทุนที่มักดังขึ้นเสมอคือ ปีหน้าจะเป็นอย่างไรบ้างแต่ผมอยากลองชวนท่านไปมองยาวให้ขึ้นอีก ผมคิดว่า ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้าเราอาจจะต้องอยู่กับเรื่องจริงที่ชวนอึดอัดใจซึ่งมันก็เริ่มจากความจริงที่เราสัมผัสอยู่ทุกวันนี้ ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำรวมถึงความแตกต่างทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นหัวหอกสำคัญโดยสหรัฐอเมริกากำลังจ่อคิวขึ้นอัตราดอกเบี้ยและดำเนินนโยบายการคลังที่รัดกุมขึ้น ขณะที่ญี่ปุ่นยังต้องเดินหน้าใช้ QE ต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวต่ำลงอาจฉุดอัตราเงินเฟ้อต่อเนื่องไปอีก 5-10 ปีทั้งยังอาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจจีนด้วยอีกทางหนึ่งจึงไม่น่าแปลกใจเลย หากใน5-10 ปีข้างหน้าเราอาจมองเห็นตัวเองมีชีวิตอยู่ท่ามกลางโลกที่หมุนไปพร้อมเศรษฐกิจที่เติบโตช้า อัตราดอกเบี้ยต่ำไม่มีการผูกค่าเงิน ขณะที่หุ้นก็ใช่ว่าจะราคาถูกอีกต่อไป
ที่พูดเช่นนี้เพราะความอึดอัดแรกที่เราจะได้เจอคือ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยากที่จะกลับไปสูงเหมือนในทศวรรษที่ผ่านมามีการประมาณการจีดีพีของโลกในปี 2559-2563ไว้ว่าน่าจะเติบโตเพียง 3-4% ขณะที่ราคาของน้ำมันซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการบริโภคของผู้คนทั่วโลกยังอยู่ในระดับต่ำและวัฏจักรเช่นนี้อาจยาวนานราว5-10 ปี ซึ่งจะฉุดการปรับตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อต่อไปอีกยิ่งไปกว่านั้น หากหันไปมองจีนซึ่งเป็นเบอร์ 1 ในการบริโภคของโลกและครองสัดส่วนการใช้พลังงานถึง18% ในแต่ละปี ถ้าอัตราการบริโภคในประเทศจีนลดลงก็คงไม่ใช่แค่จะฉุดการเติบโตของจีนเองแต่เศรษฐกิจโลกก็พลอยถูกฉุดรั้งไปด้วยเช่นกัน
หากลองหยิบเอาองค์ประกอบของจีดีพีมาจำแนกวิเคราะห์ทั้งอัตราการบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายของภาครัฐและการส่งออกสุทธิ ท่ามกลางสภาวะราคาน้ำมันต่ำผนวกกับสถานการณ์ของจีนที่อัตราการบริโภคถดถอย ซ้ำยังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันหลังการปรับลดค่าเงินหยวน ประเทศอย่างเยอรมนีและรัสเซียซึ่งมีสัดส่วนของอัตราการส่งออกต่อจีดีพีค่อนข้างสูงย่อมได้รับผลกระทบ ขณะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าสุทธิเป็นหลักจะยังคงสามารถพยุงตัวให้เติบโตได้อย่างเป็นปกติแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในอนาคตจึงอาจพึ่งพาการบริโภคของจีนน้อยลง และมีการระดมเครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยปกป้องค่าเงิน โดยที่แต่ละค่าเงินอาจไม่ผูกกัน
อีกเรื่องที่อาจแน่นอกคือ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกตลอดทศวรรษที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนโดยการสร้างหนี้เพิ่มใน 10 ปีมานี้ หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเกือบ 20%ขณะที่ตอนนี้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ล้วนพยายามลดการสร้างหนี้เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งย่อมมีผลให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวลงยิ่งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดต่ำลงไปด้วยอย่างที่กล่าวไปแล้ว ก็ยิ่งเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งทั้งอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยให้ลงต่ำไปด้วยนี่ยังไม่นับความจริงที่ว่า ในอนาคตประชากรใหม่ในโลกจะน้อยลง ขณะที่ผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น โดยประมาณการจำนวนประชากรโลกในปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ราวๆ 7,700 ล้านคน เทียบเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเพียงแค่1.37% ต่อปีซึ่งในเชิงเศรษฐกิจอาจหมายถึงการบริโภคที่ลดน้อยลงและแรงงานที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็น้อยลงตามไปด้วย
ส่วนในตลาดหุ้น Discountrate ต่ำจะผลักดันให้มูลค่าตลาดสูงขึ้น หุ้นแพงขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัวขณะเดียวกันตลาดจะทวีความผันผวนจากผู้ลงทุนที่เข้ามาเล่นกันอย่างหลากหลายขึ้นและเทรดกันด้วยความถี่สูง
สำหรับท่านที่ลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้น เรื่องเหล่านี้อาจจะชวนให้อึดอัดแต่ผมไม่ได้เล่าสู่กันฟังเพื่อให้หวาดวิตกจนเกินไปนะครับ ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังมีโอกาสและหุ้นดีๆ ให้เราเลือกลงทุนเสมอ และหากใน 5-10 ปีนับจากนี้ เราต้องเผชิญสถานการณ์อย่างที่กล่าวไป ผมเชื่อว่าลำพังแค่การลงทุนแบบ “ปาเป้า” ตามเศรษฐกิจในภาพใหญ่โดยหวังเอาการเติบโตของตัวเลขจีดีพีมาเดิมพัน หรือมองแค่การเลือกภูมิภาคให้โดน เจาะแค่Sector เด่นอาจจะไม่เพียงพอ
การกลับเข้าสู่เกมการเล่นหุ้นแบบดั้งเดิม นั่นคือการเลือกหุ้นรายตัว (Stock Selection) โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัทเป็นหลัก พิจารณาคัดสรรหุ้นอย่างพิถีพิถันขึ้น รวมถึงผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ดังกล่าวให้ช่วยดูแลพอร์ตการลงทุน น่าจะเป็นคำตอบสำหรับการสร้าง “โอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจ” จากตลาดหุ้นท่ามกลางเรื่องจริงที่ชวนอึดอัดใจในอีก 5-10 ปีข้างหน้าได้ครับ
ผู้ลงทุนโปรด “ทำความเข้าลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”







