
หุ้นไตรมาส 4 ยังผันผวน
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
ตลาดหุ้นไทยช่วงไตรมาส 4 ยังมีแนวโน้มแกว่งผันผวนต่อเนื่องจากไตรมาส 3 จากปัจจัยดังต่อไปนี้
ประการแรก Growth Divergence กล่าวคือ เศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว นำโดยสหรัฐขยายตัวดีขึ้นโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่นำโดยจีนกลับแผ่วลง
ประการที่ 2 Interest Divergence กล่าวคือ แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด สวนทางกลับธนาคารกลางส่วนใหญ่ที่ยังตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดิน บางแห่งมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมด้วยซ้ำ เช่น จีน หรือแม้กระทั่งยุโรปและญี่ปุ่น
ประการที่ 3 ภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำยาวนาน ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออกสินค้าเหล่านี้ เช่น โอเปค ละตินอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย เป็นต้น ผ่านดุลการค้า และดุลงบประมาณที่ย่ำแย่ลง กำลังซื้อที่แผ่วลงของตลาดเหล่านี้ มีส่วนฉุดกำลังซื้อรวมของเศรษฐกิจโลก
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นถึง 20% ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา หนุนโดยทิศทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน (Growth and Interest Divergence)
แนวโน้ม “ดอลลาร์แข็ง” ยังคงกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ สกุลเงินของตลาดเกิดใหม่และกระตุ้นกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ กลับไปยังตลาดของประเทศที่พัฒนาแล้ว
กรณีประเทศไทย ตั้งแต่ต้นปี 58 มีเงินทุนไหลออกสุทธิประมาณ 5,900 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการไหลออกจากทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์และ 2,900 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
ทั้งนี้ การไหลออกของเงินทุนเร่งตัวขึ้นในช่วงเดือน ส.ค. จากความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกที่มีมากขึ้น รวมทั้งการปรับลดลงของตลาดหุ้นจีนที่ค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี สภาพคล่องยังคง “ล้น” ระบบการเงินไทย (Liquidity Driven Market) อันเป็นผลพวงจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่คาดว่าจะสูงเกิน 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้
อัตราดอกเบี้ยในประเทศจึงมีแนวโน้มต่ำติดดินต่อไป ขณะที่บอนด์ยีล (ผลตอบแทนพันธบัตรตามราคาตลาด) อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน จึงเห็นภาพผู้ลงทุนในประเทศโยกย้ายเม็ดเงินเข้าเก็บหุ้น หลังตลาดหุ้นปรับฐานทุกรอบ
ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำ เงินเฟ้อต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ตลาดหุ้นไทยจึงมีแนวโน้มผันผวนต่อไป
อย่างไรก็ดี หุ้นไทยเริ่มไม่แพง หลังดัชนีหุ้นไทยดิ่ง 16% จากจุดสูงสุดปีนี้แถว 1600 จุด ดึงค่าพีอีปีนี้เหลือต่ำกว่า 15 เท่า และจะลดเหลือ 13.3 เท่า หากใช้ประมาณกำไรปี 59 จึงเป็นโอกาสเลือกเก็บหุ้นคุณภาพสูง (Quality Stock) และหุ้นปันผลสูง รวมถึงกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เน้นที่มีกระแสเงินจากการดำเนินงานมั่นคง
พบกันใหม่ครั้งหน้าครับ







