posttoday
Quantitative Tightening (QT) คืออะไร?

Quantitative Tightening (QT) คืออะไร?

02 ตุลาคม 2558

โดย คมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้

โดย คมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้

Quantitative Tightening (QT) คือ ภาวะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Exchange Reserves) ของธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง ซึ่งสินทรัพย์เหล่านี้มักอยู่ในรูปของการลงทุนในตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ดังนั้นการลดลงของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจึงอาจส่งผลให้เกิดแรงขายในตลาดพันธบัตร และส่งผลให้ Yield พันธบัตรของประเทศหลัก ซึ่งเป็นพื้นฐานของอัตราการกู้ยืมทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้น และภาวะการเงินตึงตัวขึ้นในที่สุด

ดังนั้น QT จึงอาจส่งผลในทางตรงกันตรงข้ามกับ QE ซึ่งเป็นมาตรการที่ธนาคารกลางของประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ใช้เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงิน โดยธนาคารกลางจะ “พิมพ์เงิน” และนำไปซื้อสินทรัพย์ในประเทศตนเอง เพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบและกดต้นทุนการกู้ยืมในประเทศให้ต่ำลง ด้วยหวังว่าสภาพคล่องที่สูงและต้นทุนการเงินที่ต่ำ จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน และจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ในที่สุด

ทำไมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจึงมีแนวโน้มลดลง?

นับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2014 ปริมาณเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของโลกลดลงราว 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากจุดสูงสุดที่ประมาณ 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 11.4 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน เนื่องจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1. การแทรกแซงค่าเงินหยวนของจีน ธนาคารกลางจีนประกาศลดค่าเงินหยวนลง 1.9% เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา และปรับวิธีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น นับตั้งแต่นั้นมาค่าเงินหยวนมีความผันผวนมากขึ้น และมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ทางการจีนจึงทำการแทรกแซงค่าเงินเป็นระยะเพื่อควบคุมไม่ให้เงินหยวนอ่อนค่าเร็วเกินไปจนนำไปสู่ปัญหาการเงินทุนไหลออก ซึ่งจะส่งผลให้สภาพคล่องในประเทศลดลง โดยในการแทรกแซงค่าเงิน ธนาคารกลางจะขายเงินสกุลต่างประเทศ (ดอลลาร์) และรับซื้อเงินหยวน อันเป็นสาเหตุให้ปริมาณเงินดอลลาร์ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารกลางลดลง

2. การชะลอตัวของการค้าโลก การเติบโตของการค้าโลกชะลอตัวลงหลังวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2008 ซึ่งส่งผลให้การส่งออกและ/หรือดุลบัญชีเดินสะพัดของหลายประเทศในเอเชีย เช่น ไทย ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฯลฯ มีแนวโน้มลดลง และทำให้เงินทุนสำรองฯ ของประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นช้าลงเมื่อเทียบกับช่วงปี 2000-2007 ที่การค้าโลกเติบโตอย่างรวดเร็วท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์

3.การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2014 ส่งผลให้หลายประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ประสบปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลง

4.ภาวะเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากแนวโน้มการแข็งค่าของดอลลาร์ และการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลกลับไปยังสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2008 - 2013 ที่สหรัฐฯ มีการทำ QE เพื่อกดดอกเบี้ยให้ต่ำ และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่อง กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Carry Trade) จึงมีการกู้เงินจากสหรัฐฯ ซึ่งดอกเบี้ยต่ำ มาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ซึ่งให้ดอกเบี้ยสูงกว่า และค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่าเทียบกับดอลลาร์ มาจนถึงปัจจุบันที่การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ เริ่มใกล้เข้ามา และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ เงินทุนเคลื่อนย้ายจึงไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ กลับไปยังสหรัฐฯ

5.การลดการแทรกแซงค่าเงินของธนาคารกลางสวิสและญี่ปุ่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) และธนาคารกลางสวิส (SNB) เคยมีการแทรกแซงค่าเงินอย่างหนักในช่วงที่โลกมีวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินของตนเองแข็งค่ามากเกินไปจนกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจ เนื่องจากค่าเงินทั้งสองสกุล นับเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Have Assets) ซึ่งมักมีการแข็งค่าขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 2011 ที่หลายประเทศในยุโรปประสบปัญหาหนี้สาธารณะ ค่าเงินสวิสฟรังก์ได้แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับยูโร จนทำให้ SNB ต้องประกาศตรึงค่าเงินไว้ที่ 1.2 ฟรังก์ต่อยูโร โดยในการตรึงค่าเงิน SNB ต้องรับซื้อเงินยูโร และขายเงินสวิสฟรังก์ออกสู่ตลาด ซึ่งทำให้เงินทุนสำรองของ SNB เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงดังกล่าว แต่หลังจากวิกฤตเริ่มคลี่คลาย SNB ได้ประกาศยกเลิกการตรึงค่าเงินในช่วงเดือนม.ค. 2015 ซึ่งทำให้แนวโน้มการสะสมทุนสำรองของ SNB เริ่มทรงตัว ส่วนในกรณีของญี่ปุ่น BoJ ได้ประกาศใช้มาตรการ QE ในเดือน เม.ย. 2013 ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่า และทำให้ความจำเป็นในการแทรกแซงค่าเงินเยนลดลงเช่นกัน

ผลกระทบต่อการลงทุนในระยะสั้นน่าจะมีจำกัด

ทุนสำรองระหว่างประเทศซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของธนาคารกลางประเทศต่างๆ มักอยู่ในรูปของการลงทุนในตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ดังนั้นการลดลงของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจึงอาจส่งผลให้ความต้องการลงทุนในพันธบัตรของโลกลดลง และส่งผลให้ Yield พันธบัตรของประเทศหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ ที่พันธบัตรจำนวนกว่าครึ่งถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ภาวะการเงินในสหรัฐฯ ตึงตัวขึ้นในที่สุด

อย่างไรก็ดีการลดลงของทุนสำรองระหว่างประเทศนั้นอาจไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในระยะสั้นมากนัก เนื่องจากการขายพันธบัตรจากธนาคารกลางไม่ได้ทำให้สภาพคล่องของโลกลดลง เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนมือจากธนาคารกลางไปสู่มือของนักลงทุนประเภทอื่น ซึ่งในที่สุดแล้วก็ต้องนำเงินจำนวนนั้น กลับไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นในภาวะปัจจุบันที่ธนาคารกลางทั้งในญี่ปุ่นและยุโรป ยังคงอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อกระตุ้นเงินเฟ้อและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สภาพคล่องของโลกจึงยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และกดดัน Yield ในตลาดพันธบัตรให้ไม่ปรับตัวสูงขึ้นจากนี้มากนัก

ข่าวล่าสุด

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด คริสตัล พาเลซ พบ ราโย บาเยกาโน่ วันนี้ 27 พ.ค.69

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด คริสตัล พาเลซ พบ ราโย บาเยกาโน่ วันนี้ 27 พ.ค.69