
ชราชน
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
สัญญาณความอ่อนล้าทางเศรษฐกิจปรากฏให้เห็นชัดเจน
สิ่งที่สะท้อนออกมาคือการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารชาติ ลดประมาณการเติบโตเหลือแค่ 2.7% จากเดิมอยู่ที่ 3%
ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจคือการส่งออกที่หดตัว ปีนี้คาดว่าจะติดลบ 5% ทำให้ฉุดทุกอย่างลงมา เมื่อรวมกับปัญหาหนี้ครัวเรือน กำลังซื้อหดหาย ปัญหาเลยยิ่งหนัก
ทั้งหมดเป็นภาวะพื้นฐานที่จำเป็นต้องเข้าใจ ต้องรับสภาพ
ไม่ว่าจะเป็นทีมเศรษฐกิจชุดก่อน หรือทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ก็ยากจะฝืนกระแสโลกาวินาศที่เกิดขึ้นและระบาดไปทั่ว
สิ่งที่ทำได้คือการประคับประคองไม่ให้เศรษฐกิจหัวทิ่มลงกว่าเดิม
ขณะเดียวกันต้องวางรากฐานรอการฟื้นตัว โดยเฉพาะการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นมาใหม่
สถานการณ์ต่างๆ ไม่หอมหวาน ไม่ใช่ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์
ใครมาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจจึงหน้ายับ แก่ทันตาเห็น
เพราะทุกคนรู้ เห็นข้อมูลว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น
หลายคนยังต้องละสิ่งที่เคยได้ เข้ามารับภาระ แบกความเสี่ยง อาทิ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลังคนปัจจุบัน ทิ้งเงินเดือนละ 2 ล้านบาท มารับเงินและค่าตำแหน่งรัฐมนตรีเดือนละแสน
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ มีภาระส่งลูกเรียนต่างประเทศ ต้องทิ้งเงินหลายล้าน จนเตรียมแผนขายที่ดินภริยามาส่งลูก และส่งตัวเองช่วงเป็นรองนายกฯ
รัฐมนตรีทุกคนที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคกินเมืองเหมือนในอดีต จึงต้องรับสภาพเช่นนี้
แต่อีกนั่นแหละ เมื่อเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบประเทศ ความคาดหวังก็ต้องตกอยู่กับทีมเศรษฐกิจ
การวิพากษ์วิจารณ์ ต้องเกิดขึ้น หนักบ้าง เบาบ้าง ก็ว่ากันไป
ที่สำคัญเมื่อเข้าสู่การเมืองแบบไทยๆ ก็ต้องเกิดศัตรูทางการเมืองเป็นของแถม
ยิ่งเมื่อทหารกำลังเดินหน้ามหกรรมถอนรากถอนโคน แรงเสียดทานจึงมากกว่าปกติ
เมื่อมาแล้วก็ต้องรับ จะหนีไปไหนก็ไม่พ้น
แต่เชื่อเถอะ คนส่วนใหญ่อยากให้บ้านเมืองดีขึ้น อยากให้เศรษฐกิจฟื้น
ทว่าเมื่อสิ่งที่หวังมาช้า ก็ต้องเหนื่อยหลายเท่า
และแก่ทันตา เป็นสมาชิกชมรมชราชนอย่างที่เห็น







