posttoday
มหาวิปโยคของชาติไทย (ตอนจบ)

มหาวิปโยคของชาติไทย (ตอนจบ)

24 กันยายน 2558

บทความที่แล้ว ผมจบลงที่เรื่องการประท้วงวุ่นวายปิดถนนย่านใจกลางเมือง

โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
 
บทความที่แล้ว ผมจบลงที่เรื่องการประท้วงวุ่นวายปิดถนนย่านใจกลางเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ในธุรกิจนี้ไล่กันตั้งแต่

รายใหญ่จนไปถึงรายเล็ก รวมทั้งผู้คนที่เกี่ยวข้องและพึ่งพานักท่องเที่ยว ทำให้มีรายได้ลดลง และยังพลอยทำให้บางธุรกิจต้องปิดตัวลง ทำให้คนงานต้องตกงานไปด้วย

ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรกำหนดสถานที่ที่จะทำการประท้วงไม่ให้อยู่ใจกลางเมือง หรือชุมชน รวมทั้งย่านที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยว เพราะการปิดถนนประท้วง ถึงแม้จะเป็นย่านใจกลางเมือง ก็พิสูจน์มาแล้วว่าไม่ทำให้รัฐบาลลาออก แม้จะประท้วงยาวนานแค่ไหน

ดูอย่าง กปปส. ประท้วงกันครึ่งปี ถ้าไม่มีการปฏิวัติ รัฐบาลชุดที่แล้วก็คงยังถูลู่ถูกังอยู่จนถึงปัจจุบัน ก็ได้แต่หวังว่าไหนๆ ก็มีการปฏิวัติกันแล้ว ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเก่าไปแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับใหม่คงจะมีหน้าตาจิ้มลิ้มกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ให้คุ้มค่ากับเงินทองที่ต้องสูญเสียไปสำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และความเสียหายทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจจากการประท้วงวุ่นวาย และช่วงเวลาที่ขมขื่นของสังคมไทย และรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งชุดหน้าจะเป็นรัฐบาลที่ดี ปกครองประเทศด้วยธรรมาภิบาลที่ดี เลิกใช้นโยบายประชานิยมที่จะสร้างสมปัญหาในระยะยาว

หลายๆ ครั้งที่ผมอดอิจฉาคนสิงคโปร์ ที่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว เราไม่มีอะไรด้อยกว่าสิงคโปร์เลย แต่ปัจจุบัน GDP ต่อหัวของคนสิงคโปร์ คิดเป็นประมาณการเท่าของคนไทยแล้ว

ถ้าเรามีคนเก่งๆ อย่างอดีตผู้นำของสิงคโปร์ ท่านลีกวนยิวมาปกครองประเทศ เราคงไม่ติดกับดักชาติที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงอยู่อย่างนี้

หรือแม้เราจะเปรียบเทียบกับมาเลเซียที่ปัจจุบันมี GDP ต่อหัวก็มากกว่าเราเท่าตัวแล้ว ทั้งๆ ที่ 20 ปีที่แล้ว เรากับมาเลเซียสูสีกันเลย ดูแล้วก็อดเป็นห่วงว่าอีกไม่นานฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนามจะตามเราทัน แล้วแซงหน้าเราไปอีก คงต้องเป็นหน้าที่ของคนไทยทั้งชาติที่จะร่วมไม้ร่วมมือกัน เลือกคนดีเข้าสภาในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป เลือกเพราะว่าเขาเป็นคนดีมีความสามารถ ไม่ใช่เลือกเพราะว่าเขาให้สตางค์เรามา ถ้าเลือกเพราะเหตุผลนี้แล้ว เขาต้องกลับมาถอนทุนคืนเมื่อได้รับการคัดเลือกเป็น สส. หรือถ้ายิ่งได้เป็นรัฐบาลด้วยแล้ว คงจะต้องคอร์รัปชั่นแน่นอน มิฉะนั้นการเมืองไทยก็คงจะวนเวียนกันอยู่อย่างนี้ เหมือนพายเรือในอ่าง

อย่างที่หลายๆ คนพูดว่า คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล สังคมไทยและเศรษฐกิจไทยจึงไม่เดินไปข้างหน้าเสียที ยิ่งช่วงหลังๆ นี้ วิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก จะเห็นได้จากการส่งออกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง GDP ไทยก็เติบโตด้วยอัตราที่ลดลง บางปีก็ติดลบเสียอีก จนจะกลายเป็น New Normal หรือปกติใหม่ไปแล้วสำหรับเศรษฐกิจไทย ในอดีตเราเคยเห็นการเติบโตของ GDP ในระดับ 10% แล้วก็ลดลงเหลือ 7-8% ต่อมาก็เหลือเพียง 4-5% จนมาถึงปัจจุบันเรากำลังจะมี New Normal ที่ 2-3% เท่านั้น

ถ้าเราไม่ปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ผมเชื่อว่า New Normal 2-3% จะเป็นการเติบโตปกติของ GDP ไทยเรา ในขณะที่เพื่อนบ้านยังเติบโตด้วยระดับ 4-8% ในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และกลุ่มประเทศ CLMV เมื่อเวลาผ่านไป ประเทศเหล่านั้นจะไม่แซงหน้าเราเหรอ

ล่าสุดเราได้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจไทยคนใหม่ ซึ่งหลายๆ คนรวมทั้งผมต่างก็คาดหวังกับทีมเศรษฐกิจชุดนี้มาก เท่าที่อ่านดูนโยบายของทีมนี้ ผมขอสนับสนุนเต็มที่ แต่อยากจะให้เข้มงวดกับงบหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท 5.9 หมื่นหมู่บ้าน รวมเป็น 5.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งทีแรกบอกว่าจะเอาไปใช้หนี้สินเดิมไม่ได้ แต่ล่าสุดบอกว่าได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นเงินในส่วนที่นำไปชำระหนี้เก่า ก็จะไม่สามารถไปปลุกเศรษฐกิจได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ หน่วยงานที่ตรวจสอบอนุมัติเงินกู้นี้จะต้องเข้มงวด มิฉะนั้นโอกาสได้รับชำระหนี้คืนคงเป็นศูนย์ จากประวัติศาสตร์การใช้จ่ายงบในลักษณะนี้มีโอกาสซ้ำรอยสูง

อย่าลืมนะครับว่า เงินทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินภาษีที่เก็บมาจากหยาดเหงื่อของผู้เสียภาษีจะให้เอาไปใช้โดยคนที่ไม่รับผิดชอบอย่างนั้น เป็นอะไรที่น่าเสียใจมาก จริงๆ แล้วผมอยากให้รื้อนโยบาย OTOP ซึ่งผมคิดว่าเป็นนโยบายที่ดีมากๆ ให้แต่ละตำบลเลือกผลิตภัณฑ์เด่นๆ มา แล้วรัฐบาลโดย หน่วยงานตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด รวมทั้งหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของรัฐช่วยโปรโมทในทุกๆ ช่องทางที่ทำได้

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่นอกจากโปรโมทและแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แล้ว ควรจะโปรโมทสินค้า OTOP ให้เป็นสินค้าซื้อทั้งอุปโภคบริโภคเองแล้วยังเป็นของฝากได้อีกด้วย จะทำให้ OTOP ของเราเข้มแข็ง แล้วรัฐบาลเองควรจะจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำๆ ให้กับกลุ่ม OTOP เหล่านี้

รัฐควรจะจัดตั้งคณะกรรมการ OTOP ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ เพื่อเข้ามาดูแลคัดเลือกและสนับสนุน จะทำให้ OTOP ที่มีคุณภาพเหล่านี้แข็งแกร่ง ผลักดันให้ Duty Free ทุกแห่ง ต้องกันพื้นที่ไม่น้อยกว่า 5% สำหรับวางจำหน่ายสินค้า OTOP ยิ่งเห็นนักท่องเที่ยวจีนที่ช็อปปิ้งเก่งๆ เต็ม Duty Free

ผมยิ่งเห็นอนาคตที่สดใสของ OTOP เราคนไทยมาช่วยกันคนละไม้คนละมือสนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น OTOP กัน

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ