
กองทุนหุ้นดีกว่าลงทุนในหุ้นเองอย่างไร
โดย บลจ. ไทยพาณิชย์
โดย บลจ. ไทยพาณิชย์
ในกรณีของนักลงทุนที่ไม่มีเวลา ไม่สามารถติดตามข้อมูลต่างๆ ที่จะใช้เพื่อตัดสินใจลงทุนได้ตลอดเวลา การลงทุนผ่านกองทุนหุ้นจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับท่าน
การลงทุนผ่านกองทุนมีข้อดีในแง่ของการทุ่มเทเวลาในการเฝ้าติดตามข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลหุ้น การเปลี่ยนแปลงของราคา มีการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุนโดยทีมงานที่มีความรู้ มีประสบการณ์สูงหลากหลาย มีกระบวนการลงทุนที่รัดกุม และมีการดูแลกระจายความเสี่ยงของการลงทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
กระบวนการลงทุนของ บลจ. ไทยพาณิชย์เริ่มจากทีมผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์ของบริษัทซึ่งมีความรู้ ความสามารถด้านนี้โดยเฉพาะ มีประสบการณ์ที่สูงและหลากหลาย ทำการติดตามข้อมูลที่เกี่ยวกับการลงทุนต่างๆ ทั้งทางตรงผ่านผู้บริหารระดับสูงของหุ้นนั้น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และทางอ้อมผ่านบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์และสถาบันวิจัยต่างๆ รวมทั้งคำแนะนำในการซื้อขายหุ้นจากโบรกเกอร์ ทำให้บริษัทได้ข้อมูลรอบด้านและทันการณ์ อันเป็นข้อได้เปรียบกว่านักลงทุนรายย่อยที่อาจมีเวลาจำกัดหรือความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน อาจไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ หรือได้ข้อมูลที่ครบถ้วนรวดเร็วเช่นนี้ จากนั้นจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์แยกแยะและประมวลผลร่วมกัน คัดเลือกออกมาได้ว่าหุ้นใดมีความน่าสนใจลงทุน ด้วยระดับราคาเท่าใดจึงจัดว่าเหมาะสมในภาวะที่มีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แล้วจัดทำเป็นโมเดล Portfolio โดยคำนึงถึงการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสมกับผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับควบคู่กันไป ข้อได้เปรียบอีกประการหนึ่งของการลงทุนผ่านกองทุน เพราะสามารถครอบคลุมจำนวนหุ้นที่มากกว่า เกิดการจัดรูปแบบการลงทุนให้ได้รับผลประโยชน์ทั้งจากระยะสั้น ระยะปานกลางและระยะยาวได้ เกิดการกระจายความเสี่ยง นักลงทุนรายย่อยที่มีเงินลงทุนน้อยจะไม่สามารถซื้อหุ้นหลายตัวได้ในเวลาเดียวกัน เกิดการกระจุกตัวของการลงทุน ทำให้มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนสูงหากตลาดหุ้นไม่เป็นไปอย่างที่คาด ในขณะที่กองทุนมีการกระจายการลงทุนได้หลากหลายกว่าทั้งรายบริษัทและรายอุตสาหกรรม ราคาหุ้นที่ขึ้นลงแตกต่างกันจะช่วยชดเชยซึ่งกันและกันทำให้ลดความเสี่ยงจากการสูญเสียลงได้ แม้ท่านจะมีเงินลงทุนเพียง 5,000 บาท หากนำมาลงทุนผ่านกองทุนก็สามารถได้รับการจัดโมเดลและกระจายความเสี่ยงได้เยี่ยงมืออาชีพ
นอกจากนี้กองทุนยังมีเครื่องมือวัดผลการลงทุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อประเมินการลงทุนว่าผิดหรือถูกอย่างไร เช่น ระบบวัดที่มาของผลตอบแทน (Return Attribution) ระบบวัดที่มาของความเสี่ยง (Risk Attribution) ทำให้สามารถแก้ไขปรับปรุงการลงทุนให้ทันการณ์ได้ ซึ่งเป็นอีกข้อได้เปรียบของการลงทุนผ่านกองทุน เนื่องจากระบบงานดังกล่าวต้องใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่มาก ใช้วิธีการประมวลผลและการคำนวณที่ซับซ้อน ทำให้การลงทุนด้วยตนเองทำได้ยาก
สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุนรวมหุ้น บลจ.ไทยพาณิชย์ มีกองทุนหลากหลายประเภทเพื่อตอบสนองความต้องการนักลงทุนได้อย่างครบถ้วน เช่น นักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง ขอแนะนำกองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุนปันผล (SCBDV) เพราะกองทุนจะคัดเลือกลงทุนหุ้นที่มีอัตราการเติบโตในระดับปานกลาง-สูง ฐานะการเงินแข็งแรง สามารถจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ แต่หากนักลงทุนที่ต้องการลงทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี ขอแนะนำกองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวทาร์เก็ต (SCBLTT) ที่เน้นการลงทุนในหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดี มั่นคง และ/หรือมีแนวโน้มเจริญเติบโตสูงไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม
กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อการเลี้ยงชีพ (SCBRM1) เน้นการลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ระยะสั้นของภาครัฐและบริษัทที่มีความมั่นคงและพื้นฐานดีและ/หรือเงินฝากระยะสั้นเพื่อสภาพคล่อง กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ SET50 INDEX เพื่อการเลี้ยงชีพ (SCBRMS50) เน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นทุนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี SET50
สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนกองทุนหุ้น พึงระลึกไว้เสมอว่าการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้น สำหรับการลงทุนใน LTF ผู้ลงทุนต้องรับความเสี่ยงนี้เป็นระยะเวลา 5 ปีปฏิทิน (นับปีเข้าซื้อเป็นปีปฏิทินที่ 1) ส่วน RMF นั้นจะต้องถือครองจนกว่าจะอายุ 55 ปี ดังนั้น ผู้ลงทุนทั้ง LTF&RMF ที่ลงทุนในหุ้นควรจัดสรรเงินออมส่วนที่ยอมรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นตลอดระยะเวลาถือครองได้ เพื่อให้การลงทุนของท่านมีประสิทธิผลสามารถบริหารทั้งความเสี่ยงและผลตอบแทนได้ในที่สุด
ทั้งนี้หากนักลงทุนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับนโยบายการลงทุนของกองทุน LTF/ RMF ของบลจ.ไทยพาณิชย์สามารถติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลข 02-777-7777 กด 0 กด 6 หรือ www.scbam.com







