
ไม่ถึงที่คัน
ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ใช้แผน 2 ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ใช้แผน 2 ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมุ่งเป้าหมายไปยังการช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี
มาตรการสำคัญ อาทิ การให้สินเชื่อ 1 แสนล้านบาท ดอกเบี้ย 4% ระยะเวลา 7 ปี โดยผ่านสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์
ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแค่ 0.1% ต่อปี เป็นแรงจูงใจให้ปล่อยเงินกู้ต่อ
แต่ทว่ามันก็ไม่ง่ายนัก
เพราะแม้ธนาคารพาณิชย์จะมีต้นทุนเงิน 0.1% บวกค่าดำเนินงานอื่นๆ จะเหลือส่วนต่างราว 3% เศษ ก็อาจไม่คุ้ม
แค่เงินกู้ที่ปล่อยเอสเอ็มอีไป 100 ราย มีหนี้เสียแค่ 3 รายก็เหนื่อยแล้ว ไม่เหลืออะไรเลย
ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจซบ กำลังซื้อหด ธุรกิจหงอย ความเสี่ยงจะเพิ่มเป็นทวีคูณ
ดังนั้น โจทย์ข้อแรกที่สำคัญ คือ ทำอย่างไรให้ธนาคารพาณิชย์กล้าปล่อยเงินกู้?
ถัดมาถ้าจะไปหวังธนาคารของรัฐให้เร่งปล่อยเงิน ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นจริงได้แค่ไหน
ที่พอเทียบเคียง คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ที่มีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 4% (Policy Loan) ด้วยเช่นกัน
โครงการดังกล่าวออกมาในเดือน มิ.ย. คล้ายกับโครงการที่เพิ่งคลอด โดยแตกต่างตรงที่ระยะเวลาการกู้เงินเดิมอยู่ที่ 3 ปี แต่อย่างอื่นคล้ายๆ กันหมด
ปรากฏว่าโครงการนี้มีผู้ขอเงินกู้ 2,494 ราย วงเงิน 11,650 ล้านบาท แต่ธนาคารอนุมัติไป 1,094 ล้านบาท จำนวน 343 ราย หรือราวๆ 10% เท่านั้น
ทั้งหมดจึงไม่ง่าย ไม่มีประเภทสั่งแล้วเงินกู้ไหลปรู๊ดได้ทันตาเห็น
เพราะหนังตัวอย่างจากคดีกรุงไทย ทำให้ธนาคารรัฐต้องระวังตัว
เจ้าหน้าที่แบงก์ที่ปล่อยสินเชื่อทั้งรายใหญ่ รายย่อย เห็นทีต้องดูแล้วดูอีก ทบทวนแล้วทบทวนอีก และบางทีอาจต้องไหว้พระ บนบานศาลกล่าวเสียด้วยซ้ำ
โจทย์ข้อถัดมาจึงอยู่ที่ ทำอย่างไรให้ธนาคารรัฐกล้าปล่อยกู้ ไม่ผวาเป็นกรุงไทยภาคใหม่?
และโจทย์ทั้ง 2 ข้อ คือสิ่งที่ต้องตีให้แตก ไม่เช่นนั้นเงินจะค้างท่อ ไม่ลงไปหล่อเลี้ยงเอสเอ็มอีสักที
ไอ้ที่คัน จึงยังต้องคันอยู่
เป็นสภาพเกาไม่โดน เอื้อมมือไม่ถึงที่คันสักที







