
ค่าเงินอ่อนแต่ต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้ง
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
ตลาดหุ้นและตลาดการเงินโลกที่ผันผวนอย่างหนักในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามจากนักลงทุนมากมาย ดิฉันได้รวบรวมคำถามและตอบในบทวิเคราะห์ของบริสัทและในคอลัมน์ฉบับนี้ ดังนี้
1. ค่าเงินหยวนอ่อนค่ามีผลอย่างไร? ในระยะสั้น เงินหยวนที่อ่อนค่าเป็นลบกับราคา ทั้งน้ำมันดิบ ทองคำ ยางพารา ถั่วเหลือง น้ำตาล เป็นต้น และเป็นลบต่อเกาหลีใต้ ไต้หวัน และมาเลเซีย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปจีนเป็นส่วนใหญ่ แต่ระยะยาวเป็นบวกกับทั้งตลาดหุ้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เพราะเมื่อเศรษฐกิจจีนดีขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคเพราะจีนเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ
สำหรับไทย จีนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด มีส่วนแบ่งตลาด 12% และไทยยังส่งออกไปอาเซียนอีก 15-20% ซึ่งส่วนใหญ่ก็ส่งออกไปยังจีนอีกต่อหนึ่ง และเป็นผลดีต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เพราะจีนเป็นผู้บริโภครายใหญ่ถึง 1 ใน 3 สำหรับถั่วเหลือง น้ำตาล เหล็ก ทองแดง เป็นต้น ซึ่งดีต่อภาคการส่งออกของไทย เพราะสินค้าส่งออกของไทยกว่า 20% เป็นสินค้าที่เกี่ยวกับโภคภัณฑ์
2. ค่าเงินในเอเชียที่อ่อนค่าอย่างหนัก จะนำไปสู่วิกฤตการเงินเหมือนปี 2540? ไม่เพราะเศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชียในปัจจุบันแข็งแกร่งกว่าปี 2540-41 มาก ทั้งสัดส่วนหนี้ต่างประเทศที่ลดลง ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลสูง และอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นขึ้น สำหรับประเทศไทย แม้ว่าส่งออกงวด 7 เดือนแรกของไทยจะลดลง 4.7% Y-Y แต่ยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด US$1.23 หมื่นล้าน หรือ 3.5% ของ GDP แข็งแกร่งกว่าช่วงวิกฤตการเงินที่ขาดดุลสูงถึง 7-8% ปัจจุบันมีหนี้ต่างประเทศ 37.6% ต่อ GDP ลดลงจากช่วงวิกฤตการเงินที่สูงกว่า 70% ต่อ GDP และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง US$1.57 แสนล้าน เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนเกิดวิกฤตที่มีอยู่เพียง US$3 หมื่นล้าน
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันต่ำเพียง 1.1% ในขณะที่ช่วงวิกฤตการเงินพุ่งไปสูงถึง 7% จะมีที่น่ากังวลก็คือสถานการณ์ค่าเงินริงกิตของมาเลเซียที่อ่อนค่ามากที่สุดในเอเชีย นอกจากปัญหาการเมืองในประเทศ เศรษฐกิจยังถูกกระทบหนักเพราะพึ่งพาจีนเป็นตลาดส่งออกหลัก ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศถูกใช้ไปในการดูแลค่าเงินจนปัจจุบันเหลืออยู่ US$8.59 หมื่นล้าน ใกล้เคียงกับช่วงวิกฤต Subprime
3. เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันชะลอจริงหรือ และคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่? ตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศในโลกในไตรมาส 3 บ่งชี้ถึงการชะลอตัวแต่ไม่ใช่วิกฤติเศรษฐกิจ ทั้งนี้ตัวเลข Flash PMI ของจีนเดือนสิงหาคมไม่สดใสนักเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 77 เดือน แต่ทิศทางของเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นยังอยู่ในทิศทางของการฟื้นตัว แม้ไม่แข็งแรงนักแต่ไม่ใช่ประเด็นกดดันให้เกิดภาวะเงินฝืด และจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน เราคาดว่า FOMC จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือน ธ.ค. นี้
4. เศรษฐกิจไทยฟื้น? ปี 2558 เป็นปีที่ไม่สดใสสำหรับเศรษฐกิจไทย การฟื้นตัวเป็นไปช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์มากนำมาสู่ความผิดหวังในตลาดหุ้น แต่ไม่ใช่เศรษฐกิจถดถอย ปัญหาที่เกิดขึ้นมากจากการบริโภคที่อ่อนแอ ทั้งจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นที่ลดลง มีเพียงการใช้จ่ายของภาครัฐและการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ 2.9% Y-Y ในครึ่งแรกของปีนี้ สำหรับภาคการส่งออกยังน่าเป็นห่วงเพราะค่าเงินผันผวนและเศรษฐกิจจีนชะลอ FSS Research ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 2.7% (ลดลงจากคาดการณ์เดิม 3%)
5. ปรับเป้า SET Index? ก่อนหน้านี้เราได้ปรับ SET Target ปีนี้ลงจากเดิม 1,550 จุดเป็น 1,450 จุด โดยปรับลด EPS Growth ของตลาดในปีนี้ลงเหลือ 18% จากเดิมที่คาดเติบโต 25% เราเชื่อว่าความตื่นกลัวของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้สะท้อนไปใน SET ที่ระดับ 1,292 จุด (25 สิงหาคมที่ผ่านมา) ที่ PE ที่ 14 เท่าไปแล้ว และกระแสเงินทุนมีโอกาสไหลกลับเข้าตลาดหุ้นในเอเชียระยะสั้นๆในเดือนนี้หากธนาคารกลางสหรัฐเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไป และกระแสเงินทุนมีโอกาสกลับเข้ามาจริงจังมากขึ้นหลังความชัดเจนของการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐเนื่องจาก Valuations ที่ถูกโดยปัจจุบันตลาดหุ้นเอเชียมี PBV 1.26 เท่า ใกล้เคียงกับช่วงวิกฤต Subprime ที่ปรับลงเหลือ 1.19 เท่า
ส่วนตลาดหุ้นไทย นักลงทุนต่างชาติก็ขายอย่างหนัก 3 ปีติดต่อกันรวมกว่า 3 แสนล้านบาทไปแล้ว หากทีมเศรษฐกิจชุดใหม่สร้างความเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ น่าจะมีแรงซื้อ Short covering กลับเข้ามาบ้างในช่วงปลายปีและทำให้ตลาดหุ้นกลับมาซื้อที่ PE แพงขึ้นเพราะความคาดหวังถึงการฟื้นตัวในระยะข้างหน้าต่อไป







