
Panic ไม่ใช่ Crisis
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
การที่จีนลดค่าเงินหยวนและเหตุที่แยกราชประสงค์ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นความเสี่ยงใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในตลาดหุ้นและส่งผลให้ทั้งตลาดเงินและตลาดหุ้นทั่วโลกปั่นป่วน สำหรับเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ ดิฉันมองเป็นผลกระทบชั่วคราวและระยะสั้น ระยะสั้นในที่นี่อาจกินเวลา 3 เดือนตามสถิติในอดีตที่ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดก็ตามกระทบกับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการปิดสนามบิน โรคระบาด หรือการเมืองในประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวจะซาไปประมาณ 3 เดือน หลังจากนั้นจึงจะกลับมาและทำ New high
ดิฉันยังเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะซ้ำรอยประวัติศาสตร์ ซึ่งในอีก 3 เดือนข้างหน้าก็เกือบจะสุดทางของ High season ในไตรมาส 4 ของปีนี้แล้ว ดังนั้น รายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งคิดเป็น 11% ของ GDP และเป็นเครื่องยนต์ที่ทำหน้าที่ได้อย่างแข็งแรงตัวหนึ่ง อาจช่วยเศรษฐกิจในปีนี้ได้ไม่ทันการณ์ ผลกระทบของ GDP ในปีนี้น่าจะอยู่ที่ 0.2-0.3% แต่ไม่น่าจะสร้างความตกใจให้นักลงทุนได้อีก (หลังจากเจอดาวโจนส์ติดลบไปกว่า 500 จุดเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา)
ผลกระทบจากค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าน่าจะเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อกว่าและน่าจะอยู่กับเราต่อไปในระยะกลาง ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าค่าเงินหยวนจะอ่อนค่าไปอีกมากนัก (ธนาคารกลางจีนแทรกแซง) แต่อาจส่งผลให้ค่าเงินของประเทศที่พึ่งพาตลาดจีนเป็นตลาดส่งออกหลัก เช่นเกาหลีใต้ มาเลเซีย แอฟริกาใต้ และตุรกี อ่อนค่าตาม ดังจะเห็นจากการลดค่าเงินดองของเวียดนาม ตามด้วยการประกาศลอยตัวค่าเงินเต็งของคาซัคสถานในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลกระทบต่อมาคือราคาสินทรัพย์เสี่ยง นอกจาก Commodity ก็คือตลาดหุ้น ที่ตีความว่าเศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัวกว่าคาด และจีนกำลังส่งออกเงินเฟ้อต่ำไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐ เป็นผลให้เฟดต้องเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป (จากเดิมที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขึ้นในเดือนหน้านี้) ราคาสินทรัพย์เสี่ยงจึงแทบจะแย่งกันทำ New low อย่างไรก็ตาม ดิฉันยังเห็นว่าผลในระยะยาวจะดีต่อเศรษฐกิจจีนและโลกหากการลดค่าเงินหยวนจะช่วยให้เศรษฐกิจจีนกระเตื้องขึ้นได้ผ่านการส่งออกที่ดีขึ้น
แม้ว่าผลกระทบของการลดค่าเงินหยวนจะยืดเยื้ออีกระยะ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยถึงขั้นทำให้เกิดวิกฤต แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทยวานนี้ที่ปรับลงถึง 4.7% ทำตัวเสมือนเศรษฐกิจเราวิกฤตแล้ว และถ้ามองจากมุมของเทคนิคเป็นรายสัปดาห์ พบว่า RSI ขณะนี้อยู่ที่ระดับ 20% (Oversold หรอขายมากเกินไป) ซึ่งไม่เคยเห็นตัวเลขนี้เลยนับตั้งแต่เกิดวิกฤตซับไพร์ม จึงเชื่อว่าตลาดหุ้นขณะนี้เป็นผลของความ Panic ไม่ใช่ วิกฤตเศรษฐกิจ (ตอบคำถามของนักลงทุนหลายคนที่ถามว่าตลาดหุ้นบ้านเราเป็น Crisis หรือ Panic กันแน่)
ยังมีหุ้นดีๆ ที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจขาลงได้ สินค้าคุณภาพดีเหนือคู่แข่ง โครงสร้างทางการเงินแข็งแรง วันนี้จะขอพูดถึง EPG ซึ่งเป็นหุ้นที่ดิฉันเล็งมานานว่าจะหยิบมาเขียนเมื่อใดเพราะราคาหุ้นไม่ปรับลงมาให้ซื้อได้เลย แต่วานนี้ราคาหุ้นปรับลงแรงสวนทางพื้นฐานของบริษัท เรียกได้ว่าเป็นโอกาสในการสะสม (ดูจังหวะตลาดประกอบด้วย) จุดแข็งของ EPG ที่เหนือคู่แข่งคือ R&D และนวัตกรรมที่บริษัทพัฒนาขึ้นเองจนทำให้สินค้ามีกระบวนการผลิต การเลือกใช้วัตถุดิบ และการออกแบบที่แตกต่างจากคู่แข่ง และไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ แม้ว่าสินค้าบางประเภทของบริษัทดูเหมือนจะหาได้ทั่วไปในท้องตลาด เช่น กล่องพลาสติกสำหรับอาหารแช่แข็ง ถ้วยน้ำพลาสติก หรือฉนวนกันความร้อน/เย็นที่ทนอุณหภูมิได้ถึง -200o C ถึง +125o C เป็นต้น รวมถึงการมี Brand ที่เป็นที่ยอมรับของลูกค้า นอกจากนี้ EPG มีฐานการผลิตและตลาดกระจายหลายทวีปทั่วโลกทั้งสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย เพื่อลดการพึ่งพาเศรษฐกิจของแห่งใดแห่งหนึ่ง เป็นการขยายฐานตลาด และขยายกลุ่มอุตสาหกรรม ปัจจุบันสินค้าของบริษัทอยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับวัสดุก่อสร้าง ยานยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภค
ผลของการขยายกำลังผลิตในทุกผลิตภัณฑ์ คู่กับการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และการซื้อ TJM 100% เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งช่วยขยายช่องทางการจำหน่ายชิ้นส่วนรถกระบะในออสเตรเลียผ่านร้านค้า 85 แห่งของ TJM และเพิ่มช่องทางในการส่งออกไปประเทศอื่นๆ จึงคาดรายได้ 3 ปีข้างหน้า (ปีสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2559-61) โตเฉลี่ย 14.4% CAGR ส่วนกำไรโตเป็น 2 เท่าคือเฉลี่ย 28.2% CAGR (เฉพาะกำไรในปีนี้คาดว่าจะโต 46%) จากอัตรากำไรขั้นต้นและ EBITDA margin ที่ยกระดับขึ้นเป็น 30% และ 20% จากอดีตที่อยู่ที่ 27% และ 15% ตามลำดับ ราคาหุ้นประเมินได้ 12 บาท คิดเป็น PEG เพียง 0.6 เท่าและ EV/EBITDA 23 เท่า







