posttoday
หุ้น ค่าเงินดิ่ง

หุ้น ค่าเงินดิ่ง

24 สิงหาคม 2558

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)

นักลงทุนเข้าโหมด “Risk off” ลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งหุ้น สกุลเงินตลาดอีเมอร์จิ้ง และสินค้าโภคภัณฑ์ เหตุกังวลเศรษฐกิจโลก “แผ่ว” แรงเทขายรุกลามจากตลาดเกิดใหม่ เข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปที่ลงแรงกว่า 5% ในช่วงวันพฤหัส-ศุกร์ที่ผ่านมา กระแสเงินทุนยังมีแนวโน้มไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่องในสัปดาห์นี้    

การปรับลดค่าเงินหยวนสะเทือนต่อตลาดการเงินทั่วโลก จุดปะทุ “สงครามค่าเงิน” ฉุดสกุลเงินและหุ้นของตลาดเกิดใหม่ทรุด

รูเปี๊ยะห์อินโดนีเซียและริงกิตมาเลเซียร่วงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 17 ปี ดอลลาร์สิงคโปร์ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่ดอลลาร์ออสเตรเลีย และดอลลาร์นิวซีแลนด์ต่ำสุดในรอบ 6 ปี

พุธที่ผ่านมา เวียดนามลดค่าเงินดองลงอีก 1% ซึ่งถือเป็นการปรับลดค่าเงินดองครั้งที่ 3 แล้วในปีนี้

พฤหัสที่ผ่านมา เงินคาซัคสถานดิ่งลง 23% เมื่อเทียบดอลลาร์ หลังธนาคารกลางประกาศลอยตัวค่าเงิน เพื่อรับมือกับการอ่อนค่าของเงินหยวน และเงินรูเบิลของรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของคาซัคสถาน

ความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ยังทุบราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นกลุ่มพลังงานและเหมืองแร่ทั่วโลกถูกขายหนัก ท่ามกลางการปรับลดประมาณการกำไร

ศุกร์ที่ผ่านมา มาร์กิตรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นของจีนในเดือนส.ค. อยู่ที่ระดับ 47.1 ต่ำสุดในรอบกว่า 6 ปี กระพือความกังวลเศรษฐกิจจีนชะลอ ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ทรุดถึง 11.5% เมื่อสัปดาห์ก่อน สะเทือนตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะแถบเอเชีย ที่เศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกันสูงกับจีน  

ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดสหรัฐปิดอยู่ที่ 40.45 ดอลลาร์/บาร์เรล สู่จุดต่ำสุดครั้งใหม่ในรอบ 6 ปีครึ่งในวันศุกร์ และร่วงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 8 จากความวิตกเกี่ยวกับอุปสงค์จากจีนและความกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาด

แนวโน้มการอ่อนค่าของสกุลเงินอาเซียนได้สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อค่าเงินบาท และตลาดหุ้นไทย ที่เผชิญเหตุระเบิดกรุง จนส่งผลเสียหายต่อภาคการท่องเที่ยวที่เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในเวลานี้

แม้เศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ความกังวลว่า การชะลอตัวของจีนจะฉุดเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ดูจะเกินจริง

จีนนำเข้าเพียง 2.8% ของ GDP โลกที่ไม่รวมของจีน ขณะที่ต่างชาติลงทุนในตลาดหุ้นจีนคิดเป็นสัดส่วนเล็กมาก การปรับฐานแรงของตลาดจีนจึงมีผลกระทบน้อยต่อตลาดการเงินโลก

อย่างไรก็ดี “ความกลัว” ยังอยู่ในระดับสูง ความผันผวนขาลงในตลาดอีเมอร์จิ้ง และสินค้าโภคภัณฑ์ ได้สกัดความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ในสถานการณ์เช่นนี้ ใครเป็นผู้แพ้-ผู้ชนะ

ประการแรก สินทรัพย์ในรูปดอลลาร์เป็นที่ต้องการของตลาด เหตุเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย แถมยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น หนุนโดยเศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวดีกว่าภูมิภาคอื่น และเฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ภูมิภาคอื่นยังตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดินต่อไป

โครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐพึ่งการบริโภคในประเทศราว 70% ของ GDP จึงได้รับผลกระทบจำกัดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน  

ประการที่ 2 ประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นผู้แพ้ตัวเอ้ในสถานการณ์เช่นนี้ ดุลการค้าและดุลงบประมาณที่แย่ลงส่งผลลบต่อสกุลเงินของประเทศเหล่านี้ เช่น ออสเตรเลีย บราซิล มาเลเซีย อินโดนีเซีย โอเปก เป็นต้น

ประเทศแถบเอเชียยังถูกกระทบอีกทางหนึ่ง จากการชะลอตัวของจีน เนื่องจากมีความเชื่อมโยงทางการค้ากับจีนในเกณฑ์สูง

ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าสุทธิทั้งพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ดุลการค้าจะดีขึ้น เงินที่ผู้บริโภคประหยัดได้ เช่นเติมน้ำมันถูกลง เสมือนได้รับการปรับลดภาษี จึงมีเงินเหลือใช้จ่ายด้านอื่นได้เพิ่มขึ้น ยุโรปและญี่ปุ่นเป็นผู้ได้ประโยชน์ในสถานการณ์เช่นนี้ การปรับฐานของตลาดหุ้นทั้งคู่จึงกลายเป็นโอกาสในการลงทุน

ประการที่ 3 ประมาณการกำไรของหุ้นกลุ่มพลังงานและเหมืองแร่ทั่วโลกถูกปรับลงขนานใหญ่ หลังราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มตกต่ำยาวนานกว่าที่เคยประเมินไว้ แม้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานจะดิ่งแรง แต่ยังมีแนวโน้มย่ำแย่อีกพักใหญ่ ควรรอให้แรงขายซาลงก่อน ค่อยหาจังหวะซื้อลงทุน

ในทางตรงข้าม ต้นทุนพลังงานที่ถูกลง ช่วยลดต้นทุนการผลิต การขนส่ง หุ้นที่ได้ประโยชน์เด่นๆ ได้แก่ กลุ่มสายการบิน ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

ประการที่ 4 แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ และเศรษฐกิจแผ่ว ทำให้แทบไม่มีแรงกดดันเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยจะต่ำติดดินยาวนานกว่าที่เคยประเมินไว้

สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้กระแสเงินทุนส่วนหนึ่งวิ่งเข้าหาหุ้นปันผลดี กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงหุ้น Defensive ที่กระแสเงินจากการดำเนินงานมีความมั่นคงสูง ได้รับผลกระทบน้อยจากเศรษฐกิจชะลอ  

ในส่วนของตราสารหนี้ ยีลด์อยู่ในระดับต่ำมาก แม้ได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยต่ำนาน แต่แนวโน้มบาทอ่อน ทำให้ตราสารหนี้บ้านเรามีความน่าสนใจต่ำ

กระแสเงินทุนยังคงมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดอีเมอร์จิ้งและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต่อไป  ดัชนีหุ้นไทยเสี่ยงจะหลุดแนวรับสำคัญที่ 1350-1360 จุด หากหลุดอีกให้รอจนกว่าจะเริ่มเห็นการยืนสร้างฐานค่อยหาจังหวะซื้อเพิ่ม ส่วนแนวต้านสัปดาห์นี้อยู่ที่ 1380 จุด

ใช่ว่าจะมีแต่ปัจจัยลบ เมื่อครม.ชุดใหม่เริ่มทำงาน คาดว่า จะคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การปรับฐานของหุ้นรับเหมาก่อสร้างและหุ้นค้าปลีกสมัยใหม่ในช่วงนี้จึงเป็นโอกาสทยอยซื้อ

พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท