
ปรับการข่าวมั่นคง
เหตุวินาศกรรมใจกลางเมืองหลวงบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์
โดย...เอกชัย จั่นทอง
เหตุวินาศกรรมใจกลางเมืองหลวงบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ภาพสยามเมืองยิ้มของไทยกลับพินาศย่อยยับในช่วงพริบตา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย และบาดเจ็บกว่า 123 ราย ถือเป็นเหตุวินาศกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นั่นได้ทำลายขวัญกำลังใจพร้อมสร้างความหวาดระแวงให้กับผู้คนในเมืองหลวงอย่างมาก
ทุกวันนี้บรรยากาศย่านราชประสงค์เงียบดังเมืองร้าง แตกต่างกับห้วงเวลาปกติมักมีประชาชนหลายเชื้อชาติออกมาจับจ่ายใช้สอยอย่างคับคั่ง เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ท้าทายการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างมาก โดยเฉพาะงานด้านการข่าว!! จึงถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า ทราบหรือไม่ว่าจะมีการก่อเหตุระเบิด หรือการข่าวความมั่นคงไม่ได้รับความร่วมมือจากมิตรประเทศ?? คือสารพัดคำถามในเวลานี้
ย้อนไปช่วงปี 2537 คนร้ายเป็นแขกต่างชาติได้ขับรถบบรรทุก 6 ล้อ พยายามก่อเหตุคาร์บอมบ์บริเวณสถานทูตอิสราเอลและสถานทูตสหรัฐอเมริกา แต่เดชะบุญไม่เกิดเหตุในครั้งนั้น ตรวจสอบเป็นระเบิดชนิดซีโฟร์รวมน้ำหนักระเบิดประมาณ 1 ตัน เป็นคดีก่อการร้ายคดีแรกที่หน่วยข่าวกรองของไทยเริ่มให้ความสำคัญ นั่นแสดงว่าประเทศไทยเป็นเป้าหมายของผู้ก่อการร้าย
ย้ำด้วยคดีระเบิดชาวอิหร่านช่วงปี 2555 คนร้ายใช้พาสปอร์ตประเทศอิหร่านมาเช่าตึกย่านคลองตัน ประกอบระเบิดซีโฟร์ เป้าหมายเพื่อสังหารนักการทูตอิสราเอล แต่โชคดีการประกอบระเบิดผิดพลาด
ทั้งสองเหตุการณ์ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มขบวนการก่อการร้ายจ้องทำลายประเทศไทยมาแล้วหลายครั้ง ยิ่งปัจจุบันการประกอบระเบิดของกลุ่มก่อการร้ายได้พัฒนาไปอย่างมาก มีเครือข่ายเชื่อมโยงหลายประเทศ
ทุบโต๊ะได้เลยว่า เหตุการณ์คาร์บอมบ์บริเวณศาลท้าวมหาพรหมครั้งนี้ คงถึงเวลาที่จะมีการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานด้านการข่าวให้สอดรับกับสากล โดยเฉพาะงานข่าวด้านความมั่นคงและการสืบสวน







