posttoday
จัดพอร์ตลงทุน...ทางรอดช่วงเศรษฐกิจผันผวน

จัดพอร์ตลงทุน...ทางรอดช่วงเศรษฐกิจผันผวน

10 สิงหาคม 2558

โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต

โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต

ช่วงนี้หลายคนคงประสบปัญหาว่าไม่รู้จะลงทุนอะไรดี จะหยุดอยู่ที่ตราสารหนี้แบบที่คุ้นเคยผลตอบแทนก็ไม่จูงใจนัก จะหันไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ด้วยตัวเองก็มีสภาพคล่องน้อย จะเขยิบไปลงทุนในหุ้นเพื่อเพิ่มผลตอบแทนก็ไม่รู้จะเลือกลงทุนอย่างไรดี เพราะหุ้นไทยก็ยังคงอ่อนแรง จะหนีไปหุ้นต่างประเทศก็ยังไม่ค่อยจะกล้า … ท้ายที่สุดเลยเสียโอกาส เพราะไม่ได้ลงทุนสักที

ก่อนอื่น ผู้ลงทุนต้องยอมรับก่อนว่า “โลกการลงทุน...เป็นเรื่องของความไม่แน่นอน”

ครั้งหนึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเคยสูงถึงเลข 2 หลัก ปัจจุบันผลตอบแทนยังชนะอัตราเงินเฟ้อได้ยาก

ครั้งหนึ่งทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ผู้ลงทุนขาดไม่ได้ ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ปัจจุบันหลายคน Cut Loss ไปเกือบหมดพอร์ต

ครั้งหนึ่งตลาดหุ้นเคยติดลบกว่าห้าสิบเปอร์เซนต์ แต่สามารถกลับมาทำกำไรได้ในปีถัดมา

เพราะฉะนั้น สถานการณ์แบบนี้ นอกจากจะบังคับให้คุณต้องลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ฝากเงินแล้ว ยังบังคับให้คุณลงทุนด้วยวิธีการจัดพอร์ตด้วย

บลจ.ธนชาต จึงได้ให้ความสำคัญกับการ “จัดพอร์ต” อย่างจริงจังมากขึ้น โดยเน้นบริการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนที่เป็นระบบ ผ่านวิธีการที่เรียกว่า Asset Allocation ให้ลูกค้าสามารถ “จัดพอร์ตด้วยตัวเอง” ได้ ซึ่งเราจะแบ่งการจัดพอร์ตออกเป็น 2 แบบคือ แบบที่มีเงินฝากผสมกับกองทุนอยู่ด้วย กับแบบที่มีแต่กองทุนเพียงอย่างเดียว แต่ในครั้งนี้ผมจะขอกล่าวถึงวิธีการจัดพอร์ตสำหรับกองทุนรวมเพียงอย่างเดียวก่อนนะครับ

จากนี้ไปอีก 1 ปีข้างหน้า บลจ.ธนชาต ประเมินว่าผลตอบแทนจากตราสารหนี้คงอยู่ประมาณ 2-3% ต่อปี ส่วนหุ้นไทยน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตราสารหนี้แต่ก็คงไม่มากนัก อาจจะประมาณเฉลี่ย 6-8% และการลงทุนในหุ้นต่างประเทศก็คงมี Upside มากกว่าตลาดหุ้นไทย จะเห็นว่าโอกาสที่จะเห็นผลตอบแทนเยอะๆเป็นเลข 2 หลักนั้นคงยาก เพราะเศรษฐกิจในยุโรปยังไม่ฟื้นตัวแรงนัก ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นด้วย ดังนั้นหากผู้ลงทุนต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้น จากที่เคยลงทุนตราสารหนี้แล้วได้ผลตอบแทนถึง 3-4% ต่อปี ก็จำเป็นที่จะต้องผสมหุ้นเพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนให้เป็นไปตามเป้าหมาย

ปัจจุบันพอร์ตที่เราแนะนำให้กับลูกค้า จะมีพอร์ตหลักๆ คือเสี่ยงน้อย เสี่ยงปานกลาง และเสี่ยงมาก ซึ่งทั้งหมดจะแบ่งเป็นลงทุนในประเทศ และกระจายการลงทุนไปทั่วโลก โดยมีพอร์ตลงทุนคร่าวๆ อยู่ 6 แบบ ที่นี้เวลามีคนมาถามผมว่าคนเสี่ยงน้อย เสี่ยงปานกลาง เสี่ยงมาก นี่แบ่งยังไง เพราะเวลาไปอ่านข้อแนะนำการจัดพอร์ตลงทุน ก็มักจะนำเอาค่า SD มาเป็นตัวแบ่ง ซึ่งเข้าใจได้ยาก เพราะฉะนั้นสำหรับผมวิธีการดูตัวเองว่ารับความเสี่ยงได้ขนาดไหน ก็ถามตัวเองเลยว่าเงินก้อนที่ลงทุน นั้นสามารถรับการขาดทุนได้มากที่สุดเท่าไหร่ ถ้าขาดทุนได้เล็กน้อย/ไม่มาก ก็เป็นคนเสี่ยงน้อย ถ้าขาดทุนได้ไม่เกิน 5-10% ก็มองคร่าวๆได้ว่าเป็นคนเสี่ยงปานกลาง ส่วนหากขาดทุนได้มากกว่านั้นก็ถือว่าเป็นคนรับความเสี่ยงได้มาก

ผมมีพอร์ตลงทุนตัวอย่างสำหรับคนชอบเสี่ยงน้อย ไม่ชอบลงทุนในต่างประเทศ แต่คาดหวังผลตอบแทนประมาณ 3-4% ต่อปี จะเห็นว่าหากผู้ลงทุนไม่ผสมหุ้นไทยลงในพอร์ตลงทุนก็ย่อมจะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังอย่างแน่นอน ดังนั้นการผสมหุ้นไทยลงไปในพอร์ตลงทุนด้วย ก็จะเป็นการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนให้มากขึ้น และในทางกลับกัน หากสมมติว่าหุ้นที่เราลงทุนขาดทุนประมาณ 3% เราก็จะมีผลตอบแทนในส่วนของตราสารหนี้ช่วยไว้ และด้วยสัดส่วนที่ปรากฎจะพบว่าพอร์ตของผู้ลงทุนจะยังไม่ขาดทุน

ดังนั้นด้วยสภาวการณ์ปัจจุบัน ที่แต่ละสินทรัพย์มีความผันผวนมาก อีกทั้งผลตอบแทนก็ไม่ได้สูงเหมือนในอดีต ผู้ลงทุนจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องผสมสินทรัพย์แต่ละตัว เพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง และลดความผันผวนที่ไม่จำเป็นลง  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการจัดพอร์ตค่อนข้างมีรายละเอียดปลีกย่อย หากผู้ลงทุนท่านใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ธนาคารธนชาตทุกสาขา หรือที่ บลจ.ธนชาตก็ได้ครับ

สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ที่ [email protected]

ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท