posttoday
แนวโน้มการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี

แนวโน้มการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี

10 สิงหาคม 2558

โดย...คมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้

โดย...คมศร ประกอบผล  หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน  ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ 

เราประเมินโอกาสได้ผลตอบแทนการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี โดยพิจารณาจาก 5 ปัจจัยได้แก่

1.Momentum โดยใช้ข้อมูลความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เพื่อประเมินความสนใจของนักลงทุนต่อตลาดหุ้นต่างๆ

โดยตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาได้แก่ ตลาดหุ้นยุโรป (STOXX600 +4%, DAX +4.8%) ซึ่งฟื้นตัวขึ้นหลังการเจรจาระหว่างกรีซและเจ้าหนี้คืบหน้า และตลาดหุ้นอินเดีย (+5.1%) ซึ่งฟื้นตัวขึ้นในช่วงกลางเดือน มิ.ย. หลังจากปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงห้าเดือนแรกของปี ส่วนตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงแรงจากการเทขายของนักลงทุน

2.พื้นฐานเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายสั่งซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ซึ่งเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจซึ่งมีการสำรวจเป็นรายเดือน

โดยดัชนีภาคการผลิตยังชี้นว่าเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อังกฤษ และยุโรป) ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี ในขณะที่เศรษฐกิจเกิดใหม่ (EM) เช่น ละตินอเมริกา เกาหลี และไต้หวัน มีแนวโน้มชะลอตัวลง (PMI ต่ำกว่า 50 จุด แสดงถึงการหดตัวของภาคการผลิต)

3.Valuation ของตลาด ซึ่งประเมินจากข้อมูล P/E และ P/BV ของดัชนี ทั้งข้อมูลตัวเลขปัจจุบัน และข้อมูลเปรียบเทียบกับระดับการซื้อขายในอดีต

ข้อมูล Valuation โดยรวมให้ภาพสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป ซื้อขายกันที่ Valuation ค่อนข้างแพง (+1.8 - 2 S.D.) ซึ่งสะท้อน แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ ตลาด EM ซื้อขายกันที่ระดับใกล้เคียงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของระดับการซื้อขายในอดีต (MSCI EM+0.2 S.D.; HSCEI -0.8 S.D.; TWSE -0.5 S.D.) สะท้อน แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่สดใสนัก ส่วนในญี่ปุ่น ระดับ Valuation ดูน่าสนใจที่สุด เนื่องจากตลาดหุ้นยังซื้อขายกันที่ P/E ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีต (+0.2 S.D.) ในขณะที่ เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง

1. ผลกำไร ซึ่งพิจารณาจาก 2 ด้าน ได้แก่ คาดการณ์การเติบโตของผลกำไรในปีปัจจุบัน และการปรับประมาณการผลกำไรของนักวิเคราะห์

โดยตลาดหุ้นที่มีคาดการณ์การเติบโตของผลกำไรโดดเด่นสุดในปีนี้ ได้แก่ ตลาดหุ้นเกาหลี (+20.6%) ญี่ปุ่น (+15.5%) ไต้หวัน (+10.8%) และ เยอรมนี (+10.1%) แต่ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ทำให้นักวิเคราะห์ปรับประมาณการผลกำไรในเกาหลี และไต้หวันลดลงในช่วงที่ผ่านมา ในขณะที่ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น และเยอรมนี นักวิเคราะห์มีการปรับเพิ่มประมาณการผลกำไรขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้เรามองว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเยอรมนี ยังมีความน่าสนใจกว่าในแง่นี้

2.ความสามารถในการทำกำไร ซึ่งพิจารณาจากผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE)

ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐเป็นตลาดที่มี ROE สูงสุด (15.2%) ตามมาด้วยตลาดหุ้นเยอรมนี (11.4%) และญี่ปุ่น (9.8%) โดย ROE ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อจากนี้ เนื่องจากนโยบายปฏิรูปธรรมาภิบาลของรัฐบาล ซึ่งสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนนำเงินสดไปลงทุน หรือจ่ายคืนให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มอัตราส่วน ROE ในอนาคต ส่วนในตลาดเกิดใหม่ ตลาดหุ้นอินเดีย (16.1%) ไต้หวัน (15.2%) และ จีน (14.9%) เป็นตลาดที่มี ROE สูงสุด

โดยเมื่อวิเคราะห์จากปัจจัย 5 ด้านดังที่กล่าวมา เราสรุปเป็นคำแนะนำการลงทุนได้ดังนี้

-คงคำแนะนำ Overweight ในตลาดหุ้น ญี่ปุ่น เยอรมนี จีน และอินเดีย เนื่องจาก Valuation ซึ่งดูน่าสนใจ เมื่เปรียบเทียบกับแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจและผลกำไร และผลบวกจากความคืบหน้าในการปฏิรูปเศรษฐกิจในจีนและอินเดีย ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อ Valuation ของตลาดหุ้นในอนาคต

-คงคำแนะนำ Underweight ในตลาดหุ้นไทย สหรัฐ อังกฤษ และละตินอเมริกา เนื่องจากแนวโน้มการขยายตัวของผลกำไรที่ไม่ชัดเจน และยังมีความเสี่ยงว่าจะถูกนักวิเคราะห์ปรับลดลง ประกอบกับ Valuation ที่ยังแพงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน