
กระแสทุนยังไหลออกจากหุ้นไทย
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
กระแสการโยกย้ายเงินทุนได้สร้างความปั่นป่วนต่อราคาสินทรัพย์ทั่วโลกในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยไหลออกจากตลาดอีเมอร์จิ้ง และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แล้วไหลย้อนเข้าตลาดสหรัฐ แนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป! โดยมีสาเหตุหลักจาก
ประการแรก ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีนี้ สวนทางกลับธนาคารกลางส่วนใหญ่ ที่ยังผ่อนคลายนโยบายการเงิน บ้างก็ทำ QE เช่น ธนาคารกลางยูโรและญี่ปุ่น บ้างก็ลดอัตราดอกเบี้ยเช่น ธนาคารกลางจีน และไทย เป็นต้น
ล่าสุด ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฟื้นตัวต่อเนื่อง ช่วยหนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ดี ยังไม่แกร่งพอที่จะยืนยันการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งต่อเนื่องกัน
-รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงของแรงงานเพิ่มขึ้น 2.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 24.99 ดอลลาร์ในเดือนก.ค.
-ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 215,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. ใกล้เคียงกับที่ตลาดคาด แต่มีการทบทวนปรับเพิ่มตัวเลขในเดือนมิ.ย.และพ.ค. อีก 14,000 ตำแหน่งจากที่มีการรายงานก่อนหน้านี้
-อัตราการว่างงานทรงตัวที่ 5.3% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 51
ประการที่ 2 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น ท่ามกลางสัญญาณการฟื้นตัวที่แผ่วลงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจีน และอาเซียน
ตัวเลขการค้าต่างประเทศล่าสุดของจีน เดือนก.ค.ยังคงอ่อนแอ การส่งออกหด 8.9% การนำเข้าลดลง 8.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดึงตัวเลขช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ทรุด โดยการส่งออกขยับลง 0.9% ขณะที่การนำเข้าร่วงลง 14.6%
ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นถึง 20% ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 5%
ในทางตรงข้าม ดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทรุดแรง 37% นำโดยน้ำมันดิบ -54% นิคเคิล -42% ทองแดง -26% อลูมิเนียม -22% สังกะสี -18% ทองคำ -16%
การทรุดแรงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ในด้านหนึ่งกดดันผลดำเนินงานของหุ้นโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและเหมืองแร่ หากราคาโภคภัณฑ์ทรงตัวถึงสิ้นไตรมาสนี้ บรรดาโรงกลั่นน้ำมัน โรงปิโตรเคมี และธุรกิจขุดเจาะและสำรวจ เสี่ยงที่จะบันทึกขาดทุนจากสต็อกสินค้า หรือตั้งสำรองเผื่อการด้อยค่าของสินทรัพย์อีกรอบ
อีกด้านหนึ่ง ราคาโภคภัณฑ์ที่ลดลงมาก ช่วยลดต้นทุนการผลิตและขนส่งแก่บริษัททั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มขนส่ง เช่น สายการบิน
อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำยาวนานกว่าที่เคยคาด ยังเปิดช่องให้ธนาคารกลางส่วนใหญ่สามารถตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำได้ยาวนานยิ่งขึ้น เพื่อหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
สกุลเงินอื่นอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะสกุลเงินของประเทศที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น นิวซีแลนด์ (-22%) ออสเตรเลีย (-20%)
ด้านสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้านอ่อนค่าลงเช่นกัน เช่น มาเลเซีย (-19%) อินโดนีเซีย (-13%) เกาหลีใต้ (-11%) สิงคโปร์ (-9%) พลอยฉุดค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลง -9% และมีแนวโน้มอ่อนต่อ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
ขณะที่ตลาดหุ้นไทย (-6%) อินโดนีเซีย (-5.6%) ส่วนตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ร่วงจากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ปีนี้ ถึง -27.5% เป็นต้น
สรุปว่า แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดและการที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น จะหนุนดอลลาร์สหรัฐให้แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ค่าเงินบาท และตลาดหุ้นไทย
ด้านบจ.ในตลาดหุ้นยังทยอยรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ก่อนเส้นตายในวันที่ 15 ส.ค.นี้ ส่วนหนึ่งจะส่งสัญญาณแนวโน้มผลดำเนินงาน ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยแผ่วลง และมีแนวโน้มยืดเยื้อข้ามปี จึงมีความเสี่ยงด้านลบต่อผลการดำเนินงานของบริษัททั่วไป ซึ่งจะตามมาด้วยการปรับลดประมาณการกำไรและมูลค่าพื้นฐานรายหุ้นอีกระลอก
ตลาดหุ้นไทยจะแกว่งออกด้านข้าง โดยมีแนวรับ1420 และ 1400 จุด ทั้งนี้จะมีแรงหนุนจากการเข้าซื้อของทริกเกอร์ฟันด์กองใหม่ที่คาดว่าจะเริ่มซื้อหุ้นได้ในสัปดาห์นี้ ขณะที่มีแนวต้าน 1440 จุด ถัดไปอยู่ที่ 1460 จุด ส่วนจะไปทางไหนขึ้นอยู่กับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และแนวโน้มผลการดำเนินงานของบจ.
พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ







