
ยังหวังแค่ระยะสั้น ...ระยะกลาง รอการยืนยันจุดต่ำสุด
โดย เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอกการลงทุน
โดย เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอกการลงทุน
หลายวันก่อนผมมีโอกาสได้คุยกับ ด.ร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ซึ่งแน่นอนว่า หัวข้อในการสนทนาทั้งเวลาทำรายการทีวี หรือ การพูดคุยเป็นการส่วนตัว ก็อดสอบถามไม่ได้ เกี่ยวกับเรื่องของภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และการลงทุนต่างๆ รวมทั้งตลาดหุ้น ซึ่งแม้จะมีการจับใจความได้ว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงมีความเสี่ยงอยู่ แต่ก็ประเมินได้ว่า ลงมาต่ำแล้ว และอาจจะไม่ต่ำกว่า 1350 จุด แต่สิ่งที่ผมสนใจมากๆ กลับเป็นเรื่องมุมมองเรื่องเศรษฐกิจที่น่าจะประเมินคล้ายๆ กับความคิดผู้เขียนก็คือ ปลายปีน่าจะดีขึ้นเล็กน้อย แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ แรงส่งที่เกิดขึ้นในการรวมตัวของภูมิภาค AEC ในมุมมองของ ด.ร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อาจจะมองว่า เชยแล้วที่มาพูด แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แรงดึงดูดในการรวมตัวกัน และพลังจาการรวมตัวกันที่น่าจะมีการต่อรองที่สูงขึ้น รวมทั้งการเกิดการไปมาหาสู่ ทำการค้าที่เพิ่มมากขึ้น
ประเด็นดังกล่าวเราน่าจะสังเกตได้จากโลกในยุคปัจจุบันการเดินทางสะดวกมาก และแทบจะเรียกได้ว่า ไร้พรมแดน สังเกตได้จากท่านสามารถเดินทางข้ามทวีป ใช้เวลาเดียวคืนเดียว หรือ กรณีการติดต่อไม่ว่า ในรูปแบบใดๆ ในสามารถคุยทั้งเสียงหรือตัวหนังสือ หรือ ภาพ ได้ในทันที เพราะฉะนั้น การสื่อสารดังกล่าวสามารถทำให้ท่านรู้ถึงข้อมูลต่างๆ ได้ จนทำให้ผมคิดว่า ในโลกยุคใหม่ การซื้อถูกมาขายแพงแบบเดิมๆ แทบที่จะทำไม่ได้ หรือ ทำได้ก็ได้เพียงชั่วคราว เพราะเมื่อข้อมูลล่วงรู้ออกไป ก็จะมีคนอื่นๆ มาทำตาม และส่วนต่างดังกล่าวก็จะหายไปทันที เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะเห็นก็คือ เราจะทำอะไรในโลกยุคใหม่
ซึ่งความคิดเห็นดังกล่าว ต้องยอมรับว่า โลกยุคใหม่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ประเทศไทย หรือ นักธุรกิจคนไทยต้องวิ่งให้ทัน และต้องยอมรับว่า เรื่องต่างๆ เหล่านี้ อาจจะทำให้เราเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในระดับไม่เกิน 4-5% ไปอีกหลายปี สิ่งที่ผมยกตัวอย่างการสนทนาระหว่างผมกับ อาจาย์สมชายก็เนื่องจากว่า เราต้องให้น้ำหนักเรื่องความสามารถในการแข่งขันของเราที่ดูเหมือนว่า จะไม่เพิ่มขึ้นซึ่งตัวอย่างเราคงเห็นประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันกับเราในรอบหลายปี มีการพัฒนาเร็วมากกว่าเราแม้จะดูเหมือนภาพรวมเราจะดีกว่าเขาก็ตาม
กลับมาสู่ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น แม้อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เกริ่นมาก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือ การปรับตัวลดลงของหุ้นรอบนี้ ก็เนื่องจากการที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไม่เป็นไปตามคาด ซึ่งเหตุผลก็มาจากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งปัญหาสำคัญก็คือ ระยะกลาง-ยาว ความสามารถในการแข่งขันเราไม่มี การเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดจากการส่งออกเพียงเดียว และเมื่อคู่แข่งพัฒนามากขึ้น และกำลังซื้ออ่อนลง การส่งออกจึงมีปัญหา และมีผลกระทบต่อ GDP และนั้นทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนชะลอตัว
ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ การคิดในช่วงเวลาปัจจุบันก็คงมานั่งพิจารณาว่า ราคาหุ้นที่เท่าไร ถือว่าตอบรับข่าวร้ายไปแล้ว เพราะข่าวร้ายก็เดิมๆ อาทิเช่น การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด,ปัญหากรีซ และปัญหาของจีน รวมทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศ เป็นต้น โดยตัวเลข 1400 จุด เป็นตัวเลขที่ผมยกขึ้นมานานพอสมควรแล้วตั้งแต่ช่วงไตรมาส 1 แต่ต้องยอมรับว่า ความเลวร้ายสุดน่าจะเกิดขึ้นที่ 1300 จุด หรือ กรณีมองง่ายๆ ก็คือ ควรจะเห็นตัวเลข 1300-1400 โดยช่วงเวลาที่น่าจะเกิดขึ้นคือ ไตรมาส 3 ซึ่งก็เหลือเวลาไม่เกินเดือนกว่าๆ และเมื่อเข้าสู่ปลายปี การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยโครงการขนาดใหญ่จะเกิดขึ้น และหุ้นก็น่าจะฟื้นตัว
เพราะฉะนั้น ณ.ตัวเลข 1400 จุดที่มีการเล่นสั้นไป เชื่อว่า ความสนุกสนานจะเกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ ไม่เกิน และหลังจากนั้น น่าจะมีการยืนยัน จุดต่ำสุดของ SET INDEX ซึ่งก็หมายถึงรอบใหญ่ในการเล่น เริ่มใกล้เข้ามา และไม่ควรเกินระยะเดือนกว่าๆ ที่จะเป็นจุดซื้อที่แท้จริง!
หมายเหตุ อาทิตย์ที่ 9สิงหาคม นี้เวลา 9.00 น. – 12.00 น. ที่สมาคมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ มีงานสัมมนาประจำเดือนของ บลป. เอกการลงทุน ท่านใดที่สนใจเรียนเชิญ จองได้ที่ เบอร์ 081-7838888 หรือ ที่ http://www.aekinvestment.com/







