
NAVถูกหรือแพง มีผลต่อการลงทุน??
โดย อาทิตย์ ทองเจริญ ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย
โดย อาทิตย์ ทองเจริญ ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย
เชื่อว่า ผู้ลงทุนหลายๆ คน เมื่อคิดจะเลือกลงทุนในกองทุนใดสักกองทุนหนึ่งแล้ว นอกจากนโยบายการลงทุน และผลการดำเนินงานของกองทุนแล้ว บางคนยังเลือกพิจารณามูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ของกองทุนเป็นปัจจัยสำคัญด้วย เนื่องจากกองทุนส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะมีมูลค่าหน่วยลงทุนที่ตราไว้ที่ 10 บาท ดังนั้น หากผู้ลงทุนเห็นว่ากองทุนไหนมีมูลค่าต่ำกว่า 10 บาท ก็มักจะมองว่าเป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินงานไม่ดี และพานมองข้ามกองทุนดังกล่าวไปจนอาจพลาดโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจไปได้อย่าง น่าเสียดาย
จริงๆ แล้ว มีหลายปัจจัยที่ทำให้กองทุนมีมูลค่าหน่วยลงทุนต่ำกว่า 10 บาท แต่ประเด็นหลักๆ จะมีอยู่ 2 สาเหตุคือ วันที่จัดตั้งกองทุน และการจ่ายเงินปันผลของกองทุน
1.วันที่จัดตั้งกองทุน เป็นปัจจัยหลักสำคัญที่ทำให้กองทุนสักกองหนึ่ง มีโอกาสที่จะมีราคามากกว่าหรือน้อยกว่า 10 บาทได้ในระยะยาว โดยหากกองทุนจัดตั้งขึ้นในช่วงที่ภาวะตลาดอยู่ในระดับสูง เช่น กองทุนหุ้นในประเทศไทย ที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงปี 2537 ซึ่งตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาทำสถิติสูงสุดที่ระดับเกือบ 1,800 จุดนั้น แม้ว่าปัจจุบันจะมีผลการดำเนินงานดี แต่ก็มีโอกาสที่จะมีราคาต่ำกว่า 10 บาทได้ ในทางตรงกันข้าม กองทุนที่มีการจัดตั้งขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นอยู่ในระดับต่ำ เช่น กองทุนหุ้นไทยที่ตั้งขึ้นในช่วงปี 2554 ซึ่งดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ระดับประมาณ 800 จุด แม้ว่ากองทุนจะไม่ได้มีผลการดำเนินงานที่ดี ก็มีสิทธิที่จะมีราคาสูงกว่า 10 บาทได้ ดังนั้น ระดับราคาที่สูงหรือต่ำกว่า 10 บาท จึงไม่ใช่ปัจจัยที่บอกว่ากองทุนมีผลการดำเนินงานดีหรือไม่ดี
2.การจ่ายเงินปันผลของกองทุน ในการจ่ายเงินปันผลของกองทุนแต่ละครั้ง จะมีการพิจารณาจากกรอบระยะเวลาในปีบัญชีของกองทุน เช่น 3 เดือน 6 เดือน 9 เดือน หรือ 1 ปี แล้วแต่นโยบายที่เขียนไว้ในหนังสือชี้ชวน โดยกองทุนต้องมีกำไร หรือมีมูลค่าหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาพิจารณาดังกล่าว (ยกเว้นกองทุน LTF ที่สามารถจ่ายเงินปันผลจากเงินปันผลที่กองทุนได้รับจากหุ้นที่ลงทุนได้โดย ตรง) และการจ่ายเงินปันผล จะเป็นการตัดจ่ายจากมูลค่าหน่วยลงทุนกองทุน
ดังนั้น แม้ว่ากองทุนจะมีผลการดำเนินงานที่ดี แต่การตัดจ่ายเงินปันผลออกจากกองทุน ก็ทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนลดลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทุนที่จัดตั้งขึ้นในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นมาสูงตามข้อ 1 แม้ว่ากองทุนจะมีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่อง แต่หากกองทุนมีนโยบายพิจารณาปันผลด้วยอัตราการจ่ายปันผลที่สูง ก็มีสิทธิที่จะมีราคาต่ำกว่า 10 บาท
เช่นเดียวกัน และเมื่อเทียบกองทุน 2 กองทุนที่มีมูลค่าหน่วยลงทุนไม่เท่ากันแล้ว ก็ไม่สามารถบอกจากการดูเพียงมูลค่าหน่วยลงทุนได้ ว่ากองทุนที่มีมูลค่าหน่วยลงทุนต่ำกว่า จะมีผลการดำเนินงานที่แย่กว่ากองทุนที่มีมูลค่าหน่วยลงทุนสูงกว่า โดยเฉพาะกองทุนที่ไม่มีนโยบายการจ่ายปันผล ก็จะมีการสะสมเงินปันผล หรือกำไรที่กองทุนได้รับเข้ามาอยู่ในกองทุนเรื่อยๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่กองทุนที่ไม่มีการจ่ายปันผลจะมีมูลค่าหน่วยลงทุนที่สูง กว่ากองทุนที่มีการจ่ายเงินปันผล แม้ในความเป็นจริงกองทุนที่จ่ายเงินปันผลอาจมีผลดำเนินงานที่ดีกว่าก็ได้
นอกจากเรื่องระดับราคาที่ต่ำ กว่า 10 บาทแล้ว มีอีกประเด็นที่ผู้ลงทุนมักจะเข้าใจผิดคือ กองทุนที่มีมูลค่าหน่วยลงทุนสูงมากๆ จะเป็นกองทุนที่แพง ดังนั้นจึงมักสนใจกองทุนที่ออกใหม่ๆ เพราะคิดว่าถูกกว่า เนื่องจากเริ่มต้นราคาที่ 10 บาท ซึ่งก็เป็นอีกความเข้าใจที่ผิด เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นคือ เมื่อกองทุนมีผลกำไรและไม่ได้มีการจ่ายเงินปันผลออกมา ผลกำไรสะสมของกองทุนก็จะรวมเข้ามาเป็นส่วนในการคำนวณมูลค่าหน่วยลงทุนด้วย ดังนั้น ยิ่งกองทุนตั้งมานานและไม่มีการจ่ายปันผล ก็จะมีการสะสมกำไรเข้ามาเรื่อยๆ จนมูลค่าหน่วยลงทุนสูงขึ้น เช่น กองทุน RMF หรือกองทุนหุ้นที่ไม่จ่ายปันผลหลายๆ กอง ซึ่งอาจมีมูลค่าหน่วยลงทุนขึ้นไปแตะระดับร้อยบาท/หน่วย จนทำให้ผู้ลงทุนคิดไปว่าแพง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผลการดำเนินงานของกองทุน ไม่ได้ขึ้นกับราคาหรือมูลค่าหน่วยลงทุนเลย เพราะหากเปรียบเทียบ 2 กองทุนคือ กองทุน A ที่มีมูลค่าหน่วยลงทุนเท่ากับ 10 บาท ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้น 1 บาทเป็น 11 บาท กับกองทุน B ที่มีมูลค่าหน่วยลงทุน 120 บาท ซึ่งมีราคาเพิ่มขึ้น 12 บาท เป็น 132 บาท จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 กองทุนมีผลการดำเนินงานเท่ากันที่ 10% โดยมูลค่าหน่วยลงทุนที่สูงหรือต่ำ ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงาน
จากที่กล่าวมาข้างต้น การพิจารณาเลือกลงทุนจึงไม่ควรให้ความสนใจกับมูลค่าหน่วยลงทุนมากเท่ากับผล การดำเนินงานที่แท้จริงของกองทุน โดยจำเป็นจะต้องพิจารณาในรอบระยะเวลาที่เท่ากัน และเป็นช่วงเวลาเดียวกัน เช่น ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2558 กองทุน A มีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปีเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับกองทุน B เพื่อที่จะบอกได้ว่า กองทุนไหนมีผลการดำเนินงานดีกว่าในช่วงที่ผ่านมา แต่ในส่วนของผลการดำเนินงานตั้งแต่จัดตั้งกองทุนนั้น ไม่สามารถนำของแต่ละกองทุนมาเทียบกันได้โดยตรง เนื่องจากกองทุนแต่ละกองจะตั้งไม่พร้อมกัน
อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ถึงผลการดำเนินงานหรือความสามารถ ของผู้จัดการกองทุนในอนาคต ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เพิ่ม เช่น นโยบายการลงทุน ความสามารถในการยอมรับความเสี่ยง ปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ของกองทุน เป็นต้น







