
สร้างบรรทัดฐาน
วันก่อนมีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่น่าสนใจอยู่ข่าวหนึ่ง แม้จะเป็นประเด็นที่ไม่ได้ตูมตามอะไรมาก
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
วันก่อนมีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่น่าสนใจอยู่ข่าวหนึ่ง แม้จะเป็นประเด็นที่ไม่ได้ตูมตามอะไรมาก ถ้าเทียบกับข่าวรักร้างหรือเรื่องดราม่าของเหล่าดาราที่เป็นกระแสอยู่ในตอนนี้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ชวนให้คิดตามพอสมควร
ข่าวที่ว่านั้น คือ การที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและกำหนดค่าความเสียหาย และคณะกรรมการว่าด้วยการรับผิดทางแพ่ง เริ่มแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลในอดีตที่ดำเนินนโยบายจำนำข้าว
เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากเงื่อนไขของกฎหมายที่กำหนดให้ต้องวางค่าธรรมเนียมศาลในการสู้คดี ซึ่งมีการประเมินว่าอาจต้องใช้เงินสูงถึงราวพันล้านบาท หรือไม่แล้วอาจใช้วิธีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในมูลค่าที่น้อย เพื่อหลบการต้องวางค่าธรรมเนียมศาลจำนวนมากแทน
กระบวนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในครั้งนี้ เริ่มจากการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และได้ส่งเรื่องมาให้กระทรวงการคลังดำเนินการ
ดังนั้น หากรัฐบาลละเลยไม่สนใจ ย่อมมีผลให้ถูกฟ้องร้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ได้ แต่นั่นอาจไม่เป็นปัญหาเท่ากับการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในที่จะว่าไปแล้วก็ไม่ถูกต้องขึ้นมา
ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมารัฐบาลหลายยุคหลายสมัยได้ดำเนินนโยบายที่ประสบความสำเร็จบ้างและผิดพลาดบ้าง ซึ่งความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่ล้วนมาจากการทุจริตแทบทั้งสิ้น
แม้การเอาผิดทางอาญาจะสามารถดำเนินการไปได้อย่างเข้มแข็ง แต่สำหรับการเรียกร้องเพื่อให้ผู้ที่รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแล้ว ต้องถือว่ายังไม่ค่อยมีการพัฒนาเท่าไหร่นัก
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลชุดนี้ควรสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมด้วยการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ส่วนจะแพ้หรือชนะก็ขึ้นอยู่กับการต่อสู้คดีในชั้นศาล แต่หากละเลยหรือฟ้องเรียกค่าเสียหายในตัวเลขที่ไม่เหมาะสม ทุบโต๊ะได้เลยว่า รัฐบาลชุดนี้ต้องเจอกับความคลางแคลงใจครั้งมโหฬารอย่างแน่นอน







