
ตลาดหุ้นรับรู้ข่าวร้ายไปมากแล้ว รอแต่ข่าวดี
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
ตลาดหุ้นเดือนกรกฎาคมยังเป็นเดือนที่ท้าทายจากปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ แต่เราให้น้ำหนักต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศมากกว่า โดยมองว่าประเด็นหนี้กรีซและการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เป็นผลกระทบชั่วคราว แต่ปัจจุบันที่เศรษฐกิจในประเทศยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวโดยเฉพาะการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุน และมีความเสี่ยงที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้จะถูกปรับลงอีก ยังกดดันตลาดหุ้นโดยรวม แต่เชื่อว่าตลาดกำลังอยู่ในจุด bottom รอเพียงความมั่นใจของประชาชนที่จะหันมาจับจ่ายและลงทุน ซึ่งคาดหวังได้จากภาครัฐที่จำเป็นต้องเร่งใช้จ่ายและลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ บรรยากาศช่วงนี้จึงเป็นช่วงการช้อปปิ้งของถูกและอดทนถือจนกว่าจะเห็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คึกคัก อย่างน้อยผลตอบแทนจากหุ้นก็น่าจะจูงใจกว่าอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ ตราสารหนี้ หรือแม้กระทั่งทองคำ
กำลังซื้อยังไม่ฟื้น
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังลดลงอย่างต่อเนื่องทั้งจากปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ราคาสินค้าเกษตรยังไม่ฟื้นแม้จะเผชิญกับภัยแล้ง ทำให้กำลังซื้อกลุ่มล่างยังอ่อนแอ ขณะที่กลุ่มกลาง-สูงเริ่มระมัดระวังและชะลอการใช้จ่ายมากขึ้น บรรยากาศที่แย่ลงทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกเริ่มปรับลดเป้าปี 2558 มีเพียง CPALL และ MAKRO ที่ยังคงเป้าหมายขยายสาขาและยอดขายสาขาเดิม (SSSG) แต่ BIGC, HMPRO, GLOBAL และ ROBINS ปรับลดเป้าขยายสาขาใหม่และปรับลด SSSG ในปีนี้ เราได้ปรับลดประมาณการกำไรกลุ่มค้าปลีกปีนี้ลง 3.3% เหลือเติบโต 20% จากเดิมที่คาดโต 24% การเติบโตดังกล่าวไม่ได้มาจากการเพิ่มรายได้ แต่มาจากการลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม เราชอบ ROBINS เพราะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ฐานะทางการเงินดีสุดในกลุ่ม ทั้งสภาพคล่องที่ดีและมีภาระหนี้ที่ก่อให้เกิดดอกเบี้ยจ่ายน้อยสุดในกลุ่ม รวมถึงในแง่ Valuation ปัจจุบัน ROBINS มี PE 22 เท่า คิดเป็น Average PE -1SD ต่ำสุดในกลุ่มค้าปลีก ขณะที่ MAKRO และ CPALL เทรดที่ระดับ Average PE +1SD แพงสุดในกลุ่ม
หากภัยแล้งลากยาวถึงพฤศจิกายนจะกระทบกำลังซื้อในปีหน้า
ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรหลายประเภทมีแนวโน้มหดตัวต่อจากปีก่อนจากปัญหาภัยแล้ง แต่นับตั้งแต่ต้นปี 2558 ราคาพืชเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังไม่เปลี่ยนแปลงนัก ทั้งนี้ ตัวเลขดัชนีราคาสินค้าเกษตรล่าสุดในไตรมาสแรกปรับตัวลงต่ำสุดในรอบ 21 ไตรมาส ลดลง 0.1% Q-Q และ 6.3% Y-Y แม้ราคาผลไม้ส่วนใหญ่จะปรับตัวขึ้น แต่เป็นสินค้าที่มีน้ำหนักค่อนข้างน้อยต่อดัชนีราคาสินค้าเกษตร ในขณะที่พืชเศรษฐกิจที่มีน้ำหนักค่อนข้างมากอย่าง ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง และปาล์ม ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ถือเป็นลบต่อรายได้เกษตรกรต่อเนื่อง ซึ่งยังคงแกว่งตัวอยู่ในระดับ 5.5 – 5.7 พันบาทต่อเดือน ลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 5.7 – 6.0 พันบาทต่อเดือน
หากสถานการณ์ภัยแล้งยังคงยืดเยื้อไปในช่วงกรกฎาคมถึงพฤศจิกายนจะเป็นลบต่อปริมาณผลผลิตของพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ข้าวโพด ยางพารา อ้อย ปาล์ม และมันสำปะหลัง เพราะเป็นช่วงที่พืชเหล่านี้ต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโตมากสุดของปี ท้ายที่สุดจะส่งผลให้ระดับราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นในปีหน้า ถือเป็น Downside ต่อภาพกำลังซื้อในปี 2559 เพราะจะยิ่งกระทบต่อรายได้และกำลังซื้อของเกษตรมากขึ้นไปอีก
คุณภาพหนี้ธนาคารน่าเป็นห่วงแต่ราคาหุ้นสะท้อนเกือบหมดแล้ว
คุณภาพสินเชื่อของธนาคารด้อยลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ไตรมาสแรก สัดส่วนสินเชื่อที่ค้างชำระตั้งแต่ 1-3 เดือน (Special mention loan) ต่อสินเชื่อรวมที่เพิ่มขึ้นเป็น 2.81% ในไตรมาส 1/58 เพิ่มขึ้นในอัตราเร่งกว่า NPL ที่มีสัดส่วน 2.29% ต่อสินเชื่อรวม หากเศรษฐกิจยังซึมยาวจะมีความเสี่ยงที่สินเชื่อดังกล่าวจะตกชั้นเป็น NPL ซึ่งตามมาด้วยภาระการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของธนาคารและกดดันกำไรในที่สุด แต่สิ่งที่ทำให้เรายังใจชื้นได้บ้างคือคุณภาพของสินเชื่อขององค์กรขนาดใหญ่ (Corporate) ยังไม่ด้อยลงมากนัก ยังพอจะรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันได้ ในขณะที่ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปรับลงอย่างรวดเร็วจนเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในตลาดในปีนี้คือติดลบ 19% (ครึ่งปีแรก) จนราคาหุ้นเริ่มอยู่ในระดับที่น่าสนใจลงทุนระยะยาว จังหวะที่น่าซื้อสะสมน่าจะเป็นหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 (สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนนี้) ที่ได้เห็นทิศทางของ NPL และ Special mention loan ชัดขึ้น







