
หุ้นไทยซึมซับปัจจัยเสี่ยงไปมากแล้ว
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
ตลาดหุ้นไทยซึมซับปัจจัยเสี่ยงทั้งภายใน-นอกไปมากแล้ว ไล่เรียงตั้งแต่วิกฤตหนี้กรีซ เศรษฐกิจจีนโตช้าลง ภัยแล้ง การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยแผ่วลง นำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไรหุ้นกลุ่มธนาคาร และหุ้นที่พึ่งการบริโภคในประเทศฯ คาดว่า ดัชนีหุ้นสัปดาห์นี้จะแกว่งในกรอบ 1477-1510 จุด
เศรษฐกิจจีนดูเสี่ยงสูงขึ้นที่จะโตไม่ถึง 7% ในปีนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซ้ำเติมการส่งออกของไทยที่ติดลบต่อเนื่องกันมา 5 เดือน เนื่องจากจีนเป็นประเทศคู่ค้าหลักของไทยและอาเซียน
จีนยังเผชิญภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่โตเป็นอันดับ 2 ของโลก ดัชนีหุ้นเซี่ยงไฮ้ดิ่ง 29% นับจากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.58 มูลค่าตลาดหุ้นหายไป 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า GDP กรีซถึง 11.7 เท่า
ดัชนีหุ้นเซี่ยงไฮ้ทะยานขึ้น 150% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาท่ามกลางมุมมองบวกว่า การผ่อนคลายนโยบายการเงินของจีนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมบริษัทหลักทรัพย์จีนประกาศจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นวงเงิน 1.2 แสนล้านหยวน หรือ 1.93 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยพร้อมเข้าลงทุนตั้งแต่วันจันทร์นี้เป็นต้นไป ผ่านกองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ ทางการจีนยังประกาศแช่แข็งหุ้น IPO เพื่อลดการแย่งชิงเม็ดเงินระหว่างการระดมเงินทุนในตลาดแรก กับการซื้อขายในตลาดรอง
อย่างไรก็ดี ขนาดของกองทุนพยุงหุ้นเล็กมากเมื่อเทียบกับมูลค่าการซื้อขายหุ้นต่อวันของจีนที่พุ่งแตะ 2 ล้านล้านหยวน กองทุนพยุงหุ้นคงส่งผลดีอย่างน้อยทางจิตวิทยาต่อหุ้นขนาดใหญ่ที่อยู่ใน ETF แต่หุ้นขนาดเล็กยังมีแนวโน้มปรับฐานต่อเนื่อง
หุ้นขนาดเล็กของจีนซื้อขายกันที่ค่าพีอีสูงลิ่ว เช่น ดัชนี ChiNext ที่ประกอบไปด้วยหุ้นขนาดเล็กที่พุ่งแรง 3 เท่าตัวภายในปีเดียว จนค่าพีอีสูงถึง 131 เท่า และคิดเป็น 5 เท่า ของค่าพีอีดัชนีหุ้นเซี่ยงไฮ้
จึงต้องจับตาต่อไปว่า การปรับฐานใหญ่ของตลาดหุ้นจีน ที่ทำให้ความมั่งคั่งของนักลงทุนจีนหดหาย จะส่งผลต่อการบริโภค (Wealth Effect) และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนมากน้อยแค่ไหน
ขณะที่ปัจจัยภายนอกดูปั่นป่วน ปัจจัยภายในก็มีน้ำหนักไม่น้อยไปกว่ากัน
สถานการณ์ภัยแล้งที่อาจรุนแรงที่สุดในรอบ 18 ปี ส่งผลลบต่อรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนา ที่ส่วนหนึ่งต้องเลื่อนการทำนาออกไป รายได้เสี่ยงจะหดหายไปราว 1.5 หมื่นล้านบาท หรือราว 0.1% ของ GDP
ภัยแล้งยิ่งลากยาว ยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อรากหญ้าที่อ่อนแออยู่แล้ว ธุรกิจที่พึ่งพิงกลุ่มรากหญ้า คงต้องเหนื่อยหนักกับการบริหารจัดการความเสี่ยงนี้
เศรษฐกิจไทยปีนี้จึงดูเสี่ยงที่จะโตไม่ถึง 3% โดยมีตัวแปรใหม่คือ ภัยแล้งรุนแรง และการส่งออกที่ส่อหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวล่าช้า โดยเฉพาะจีนและยูโรโซนที่กำลังวุ่นวายกับวิกฤตหนี้กรีซ
เมื่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยแผ่วลง จนฉุดกำลังซื้อซึมยาว NPL ก็เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่สายป่านไม่ยาวพอ และเผชิญปัจจัยลบต่อเนื่อง ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 54 การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท การเมืองขาดเสถียรภาพ หนี้ภาคครัวเรือนสูง การส่งออกที่หดตัว ฯ
ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งจึงจำเป็นต้องตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มเติม ส่งผลให้นักวิเคราะห์เรียงหน้าปรับลดประมาณการกำไรหุ้นกลุ่มธนาคารอีกระลอกเมื่อสัปดาห์ก่อน จนกำไรสุทธิกลุ่มธนาคารในปี 58 พลิกเป็นหดตัว 3-5%
อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารสะท้อนความเสี่ยงเหล่านี้ไปมากแล้ว โดยลดลง 5.3% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา และร่วงแรงถึง 19% จากจุดสูงสุดเมื่อ 3 เดือนก่อน ค่าพีอีกลุ่มลดเหลือ 9.7 เท่า ภายใต้สถานการณ์ที่ย่ำแย่ หลายธนาคารยังสามารถให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลจากผลดำเนินงานปีนี้เกิน 4% เช่น BBL, TISCO หรือแม้กระทั่ง KTB
สำหรับผู้ลงทุนระยะยาว จึงเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นธนาคาร ในขณะที่ข่าวร้าย “ท่วมจอ”
ด้านวิกฤตกรีซ โลกจะทราบผลการลงประชามติของกรีซในวันจันทร์ที่ 6 ก.ค. กรณีเสียงส่วนใหญ่โหวต “No” อาจสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงินโลกบ้าง แต่เชื่อว่า ตลาดได้ซึมซับปัจจัยเสี่ยงนี้ไว้พอสมควรแล้ว
กรณีโหวต “Yes” เชื่อว่า ธนาคารกลางยุโรปจะยอมปล่อยสภาพคล่องฉุกเฉินเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ในกรีซ และเปิดการเจรจารอบใหม่ต่อไป แต่คงดีใจได้ไม่สุด เพราะนายกฯ กรีซ ได้แสดงจุดยืนที่จะลาออก ซึ่งอาจทำให้การเจรจาหนี้ชะงักงัน ระหว่างรอรัฐบาลชุดใหม่
ท่ามกลางปัจจัยลบ แนะใช้จังหวะหุ้นย่อ ทยอยเลือกเก็บหุ้นกลุ่มด้านล่าง ตามแนวรับ 1480-1477 จุด ขณะที่มีแนวต้านอยู่ที่ 1500 และ 1510 จุด
ประการแรก รัฐควบคุมสถานการณ์ “เมอร์ส” ได้ดี ขณะที่ประเด็นความปลอดภัยด้านมาตรฐานการบินทรงตัว ส่งผลบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยว ตั้งแต่สนามบิน สายการบิน โรงแรม ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์เป็นต้น AOT เด่นสุดในกลุ่มนี้
ประการที่ 2 มุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการไตรมาส 2 โดยเฉพาะหุ้นปิโตรเคมีและโรงกลั่น ที่อัตรากำไรทรงตัวในระดับสูง และมีโอกาสพลิกเป็นกำไรจากสต็อกสินค้าคงคลัง
ประการที่ 3 หุ้นปันผลดี ที่กำลังจะจ่ายปันผลงวดกลางปีในช่วง 2 เดือนข้างหน้า ได้รับความสนใจในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำติดดิน เช่น INTUCH ADVANC ที่ยังมีลุ้นปลดล็อคขีดความสามารถในการให้บริการ จากความคืบหน้าประมูล 4G ในเดือนพ.ย.นี้
ประการที่ 4 การเร่งรัดประมูลการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ช่วยหนุนหุ้นรับเหมาก่อสร้าง แนะดู CK STEC SEAFCO
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แถลงการณ์ร่วมในการประชุมระหว่างผู้นำญี่ปุ่นและ 5 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้ให้คำมั่นที่จะสนับสนุน "โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ" ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยญี่ปุ่นให้คำมั่นว่าจะมอบเงินมูลค่า 7.50 แสนล้านเยน (6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อช่วยพัฒนาภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงต่อไป
พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ







