
จัดสรรพอร์ตกองทุนด้วยตัวเอง “ช่วยตอบโจทย์วัตถุประสงค์การลงทุน”
โดย บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย)
โดย บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย)
ทุกวันนี้ เชื่อว่าหลายๆท่านที่เคยลงทุนในกองทุนรวมมาก่อนต้องเคยลงทุนในกองทุนที่มีให้เลือกหลากหลายประเภทการลงทุนในปัจจุบัน อย่างน้อยก็ท่านละ 2-3 กองทุน โดยอาจลงทุนแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของตนเองและคิดว่าพอจะกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนนั้นๆ อยู่บ้างแล้ว หรือบางท่านก็เลือกที่จะลงทุนในกองทุนเดียวที่มีนโยบายกระจายการลงทุนไปในหลายประเภทหลักทรัพย์ก็คิดว่าน่าจะเพียงพอแล้ว แต่จะดีกว่าไหม หากเราจะบริหารความเสี่ยงอย่างง่ายๆ ได้อีกทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแค่รู้จักกับคำว่า “Asset Allocation”
“Asset Allocation” หรือ การจัดสรรสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนคือ การแบ่งพอร์ตการลงทุนทั้งหมดออกเป็นส่วนๆ เพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือ สินทรัพย์อื่นๆ ซึ่งโดยสาระสำคัญแล้วจุดมุ่งหมายของการทำ Asset Allocation นี้ก็เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวนของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการกระจายในด้านประเภทของสินทรัพย์ หรือภูมิภาคการลงทุน โดยมีโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามวัตถุประสงค์การลงทุนและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ทีนี้เรามาดูว่าเราจะทำ Asset Allocation จากการลงทุนในกองทุนแบบง่ายๆ ได้อย่างไร
บลจ. แมนูไลฟ์ ขอยกตัวอย่างกองทุนภายใต้การจัดการของบริษัท เพื่อประกอบการอธิบาย โดยแบ่งประเภทสินทรัพย์หลักที่กองทุนลงทุน เป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. กองทุนที่ลงทุนในหุ้น ซึ่งการลงทุนในหุ้นสามารถแบ่งออกเป็นย่อยๆได้อีก เช่น กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทย (MS-CORE EQ) กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นต่างประเทศ (FIFs) เช่น กองทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดเล็กในเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น (MS-ASIAN SM) กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นจีน (MS-CHINA VALUE) กองทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา (MS-AMERICAN) กองทุนที่ลงทุนในหุ้นประเทศแถบยุโรป (MS-EUROPE) หรือกองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มการแพทย์ (Health Care Sector (MS-HCARE)) เป็นต้น
2. กองทุนรวมตลาดเงิน (MS-MONEY) เป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารทางการเงิน ตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล และ/หรือเงินฝาก เป็นต้น ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำและสามารถซื้อ-ขายได้ทุกวันทำการ
ทั้งนี้ ในส่วนของกองทุนที่ลงทุนในหุ้น เราขอยกตัวอย่างการแบ่งสัดส่วนตามกองทุนที่กล่าวถึงข้างต้นนี้เพื่อความง่ายในการอธิบาย โดยกำหนดให้มีการลงทุนในหุ้นไทย 25% หุ้นในเอเชีย 25% และหุ้นจีน 20% และที่เหลืออีก 30% กระจายลงทุนในหุ้นกลุ่มการแพทย์ หุ้นยุโรป และหุ้นอเมริกา อย่างละ 10% รวมกันเป็น 100% ของสัดส่วนที่ลงทุนในกองทุนหุ้น
หลังจากแบ่งสินทรัพย์เป็น 2 ประเภทหลักๆ (หุ้น:ตราสารหนี้) แล้ว เรามาลองจัดสรรพอร์ตแบบง่ายๆ เป็น 3 แบบ ดังนี้
แบบที่1 ลงทุนในกองทุนหุ้น 15% และลงทุนในกองทุนตลาดเงิน 85% (15:85) พอร์ตการลงทุนแบบนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสียงได้ไม่มากและยอมรับการขาดทุนได้น้อย ซึ่งผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนแบบนี้จะให้ผลตอบไม่สูงนักแต่จะมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างต่ำ
แบบที่ 2 ลงทุนในกองทุนหุ้น 30% และลงทุนในกองทุนตลาดเงิน 70% (30:70) พอร์ตการลงทุนแบบนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ระดับหนึ่งแล้วและสามารถยอมรับการขาดทุนได้มากกว่าแบบที่ 1 ซึ่งเป็นการเปิดรับโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วย
แบบที่ 3 ลงทุนในกองทุนหุ้น 60% และลงทุนในกองทุนตลาดเงิน 40% (60:40) แน่นอนการจัดพอร์ตการลงทุนแบบนี้มีสัดส่วนในหุ้นมากกว่าครึ่ง หมายถึงนักลงทุนคาดหวังผลตอบแทนที่สูง และ สามารถยอมรับความเสี่ยงได้สูงเช่นกัน
ตัวอย่างผลตอบแทนจากการจัดสรรพอร์ตการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ณ วันที่ 31 พ.ค. 2558
จากตารางผลตอบแทนข้างต้น หลายคนอาจคิดว่าถ้าเราลงทุนในกองทุน MS-CHINA VALUE เพียงกองทุนเดียวคงได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการกระจายการลงทุนในหลายกองทุน ก็คงจะตอบว่า ใช่ หากเราจับจังหวะการลงทุนได้ถูกทุกขณะ แต่อย่าลืมว่าไม่มีตลาดใดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในทุกสถานการณ์ ดังนั้น การทำ Asset Allocation จะช่วยลดความเสี่ยงและความผันผวนของการลงทุน แต่ยังคงรักษาโอกาสในการได้รับผลตอบแทนโดยรวมที่ดีให้แก่พอร์ตการลงทุนในแต่ละช่วงเวลาได้
อย่างไรก็ดี ก่อนลงทุน ทุกท่านอย่าลืมสำรวจตัวเองก่อนลงทุนว่า วัตถุประสงค์การลงทุนของเงินก้อนนี้เพื่ออะไร และรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน เพื่อจะได้บรรลุเป้าหมายการเงินที่วางไว้ และจริงๆ แล้วเราสามารถแบ่งพอร์ตการลงทุนเป็นหลายๆ แบบได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละคน เช่น จัดพอร์ตเพื่อการศึกษาบุตร จัดพอร์ตเพื่อการท่องเที่ยว จัดพอร์ตเพื่อการเกษียณ ฯลฯ ส่วนใครที่มีความคิดว่าซื้อแค่กองทุนเดียวก็พออาจลองนำวิธีจัดสรรพอร์ตการลงทุนแบบนี้ไปปรับใช้ได้ ซึ่งปัจจุบันก็มีตัวช่วย เช่นโปรแกรมในการช่วยจัดพอร์ตการลงทุน หรือแอพลิเคชั่นต่างๆ บนโทรศัพท์มือถือให้เลือกใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดพอร์ตการลงทุนอย่างง่ายๆ โดยไม่ต้องคอยเฝ้าดูเป็นรายกองทุน หรือสามารถสอบถามกับที่ปรึกษาการลงทุนของบลจ.นั้นๆ ที่ท่านถือพอร์ตอยู่ได้ครับ
สุดท้ายนี้ บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อยหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร 0-2246-7650 กด 2 www.manulife-asset.co.th
Advertorial







