
สินทรัพย์เสี่ยง ความเสี่ยง และการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
โดย...ดร. สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย
โดย...ดร. สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย
ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างๆ ที่เข้ามากระทบการลงทุนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรีซว่าจะใช้เงินยูโรต่อไปหรือไม่ เศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนว่าLanding แบบไหน หรือเศรษฐกิจไทยที่ว่าจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีตามความหวังหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ดูมีความชัดเจนมากกว่าคือทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ซึ่งน่ามีการปรับเพิ่มขึ้นภายในปีนี้ ดังที่นางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ได้เคยระบุไว้ ซึ่งดูเหมือนว่าหลายคนมีความกังวลในประเด็นนี้ค่อนข้างมากว่าจะกระทบการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพียงใด
ชหากย้อนกลับไปดูอดีตที่ผ่านมา ตลาดหุ้นมักจะตอบรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไม่ค่อยดีนักในช่วงแรก หากเราย้อนกลับไปดูการเคลื่อนไหวของดัชนี S&P500 ในช่วงหลังจากที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปี 1994, 1999 และ 2004 จะเห็นว่าดัชนี S&P 500 จะให้ผลตอบแทนติดลบโดยเฉลี่ยที่-2.6% ภายในเดือนแรกหลังการขึ้นดอกเบี้ย แต่หลังจากนั้นความสนใจอาจจะเริ่มกลับไปที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเสียมากกว่า (ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เฟดขึ้นดอกเบี้ย) ผลตอบแทนตลาดหุ้นจะค่อยๆ ดีขึ้น โดยจะเริ่มลดช่วงลบเหลือเพียง -1.9% ในระยะเวลา 3 เดือนและกลับมาเป็นบวกได้ถึง 3.3% ภายใน 6 เดือน
แต่มาในครั้งนี้ เรามองว่าผลกระทบในระยะสั้นคงต่างจากเดิม ในอดีตเฟดจะมีการสื่อสารกับนักลงทุนค่อนข้างน้อย แถลงการณ์หลังการประชุมจะเป็นคำพูดสั้นๆ เพียงไม่กี่ประโยค ทำให้นักลงทุนต้องพยายามคาดเดาทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งอาจจะผิดและทำให้เกิดการ “ตกใจ” จนนำไปสู่การขายสินทรัพย์เสี่ยงในที่สุด
แต่มาในปัจจุบัน การสื่อสารจากเฟดนั้นดีขึ้นมาก แถลงการณ์ที่เผยแพร่ทันทีหลังการประชุมมีความยาวและเนื้อหามากขึ้น ประธานเฟดก็ต้องออกมาแถลงข่าวและตอบ
ข้อซักถามจากนักข่าวด้วยตัวเอง ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจก็มีการเผยแพร่ให้ทราบอย่างชัดเจน มิหนำซ้ำ ในปัจจุบัน เฟดยังเปิดเผยด้วยว่าคณะกรรมการแต่ละท่านมีความเห็นว่าดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปีต่างๆ ควรจะอยู่ที่เท่าใด (โดยไม่ระบุชื่อคน) โดยในปัจจุบันค่ากลาง (Median) ของความเห็นเหล่านั้นระบุว่าดอกเบี้ยนโยบายควรอยู่ระหว่าง 0.50-0.75% ณ สิ้นปี 2015 และ 1.50-1.75% ณ สิ้นปี 2016 ซึ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลนักลงทุนนำไปประกอบการวิเคราะห์ และน่าจะสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นในปัจจุบันไปค่อนข้างมากแล้ว (แต่อาจไม่ทั้งหมดเพราะบางส่วนยังเห็นต่าง)
ดังนั้น หากทิศทางดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจริงในอนาคตไม่ได้แตกต่างจากข้อมูลที่สื่อสารออกมามากมายนัก ก็ไม่น่าจะสร้างความประหลาดใจเท่าใด และไม่น่าจะนำไปสู่การเทขายสินทรัพย์เสี่ยงด้วย
นอกจากนี้ เราเชื่อว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้จะช้ากว่าที่ผ่านๆ มา ในอดีตเฟดมักจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันในทุกครั้งการประชุมจนกว่าดอกเบี้ยจะเข้าสู่ระดับที่พอใจ แต่มาในคราวนี้ เราคาดว่าเฟดจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ มุมมองจากเฟดก็สะท้อนว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป คณะกรรมการเฟดตั้งใจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1% ในปี 2016 ดังที่กล่าวข้างต้น หมายถึงจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเพียง 4 ครั้งเท่านั้นจากทั้งหมด 8 ครั้ง เพราะถ้าหากว่าเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจตัวเองผ่านค่าเงินดอลลาร์ สหรัฐฯ ดังที่เห็นในไตรมาส 1 ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัวลงไป 0.2% หลังจากที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นมาถึง 9% ในช่วงเวลาเดียวกัน
แต่ปัญหาชวนคิดคือเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างไร? รูปแบบการขึ้นดอกเบี้ยในอดีตทำให้ตลาดสามารถคาดเดาทิศทางดอกเบี้ยได้ง่าย เพราะหากเฟดมีการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหนึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปด้วย
แต่มาในคราวนี้การที่เฟดอาจไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมทุกครั้งและเฟดเองก็ไม่สามารถสัญญาได้ว่าการตัดสินใจครั้งหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะ “ต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้รับ” (ดังที่เฟดชอบระบุเอง) ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนเกิดอาการ “งง” และต้องมาคอยมาลุ้นว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ในการประชุมแต่ละครั้ง ทำให้เกิดความผันผวนในช่วงใกล้วันประชุมเฟดก็เป็นได้แต่แม้ว่าความผันผวนจะเกิดขึ้นบ้าง แต่เราเชื่อว่าความโปร่งใสของการดำเนินนโยบายที่มากขึ้นและการปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปนี้จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ นั้นมีความราบรื่นมากยิ่งขึ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกน่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าที่หลายคนเป็นกังวลครับ







