posttoday
ทำอย่างไรในภาวะความไม่แน่นอนสูงอย่างปัจจุบัน

ทำอย่างไรในภาวะความไม่แน่นอนสูงอย่างปัจจุบัน

02 กรกฎาคม 2558

โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์ ,CFP

โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์ ,CFP

ในช่วงนี้คำถามหนึ่งที่ผมมักจะพบเสมอก็คือ ควรทำอย่างไรดีในภาวะที่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเกิดจากปัญหาภายนอกประเทศ อย่างปัญหาวิกฤตหนี้กรีซในปัจจุบัน หรือจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศที่ภาพเศรษฐกิจเดือน พ.ค. ยังคงฟื้นตัวช้าและเปราะบาง เช่น อุปสงค์ภาคเอกชนที่สะท้อนในดัชนีการบริโภคภาคเอกชนยังลดลง (พ.ค. -0.4% y-oy, เม.ย. -0.1%) ตามรายได้เกษตรกรที่ยังหดตัวเกิน 10% (พ.ค. -12% yoy) ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนกลับมาหดตัว (พ.ค. -0.4% yoy) ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวแรงขึ้น (พ.ค. -7.6% yoy) และด้านการส่งออกลดลง (พ.ค. -5.5% yoy)

ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวนี้ ทำให้หลายคนเริ่มห่วงถึงความมั่งคั่งของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมูลค่าทรัพย์สินที่อาจลดลงตามราคาที่ลดลงเมื่อความต้องการในตลาดลดลง หรือความมั่นคงของรายได้ ไม่ว่าจะทำธุรกิจส่วนตัวที่ลูกค้าอาจลดลงจากการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลง หรืองานที่ตนเองทำอยู่อาจไม่มั่นคง เป็นต้น เมื่อภาวะเศรษฐกิจมีความเสี่ยงเช่นนี้ เราควรจะทำอย่างไรดี เกี่ยวกับเรื่องนี้ มี 4 เรื่องที่เราควรจะต้องทำ คือ

1.ประหยัด โดยการดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวัง (Conservative) ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น (ก็ในเมื่อธุรกิจยังเข้า Safe mode แล้วเราเองซึ่งกินเงินเดือนจากธุรกิจ หากไม่เข้า Safe mode เช่นกัน เมื่อถึงคราวที่เราเองต้องรับผลกระทบของปัญหาที่เกิดขึ้น เราอาจมีปัญหาเช่นกัน) รวมถึงการลดภาระภาษีด้วย ในเรื่องของภาษี ทุกวันนี้เราทุกคนเป็นพลเมืองดีที่เสียภาษีให้กับรัฐบาลอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่เราเคยได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐบาลท่านให้กับพวกเรามาบ้างหรือยัง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกองทุน RMF หรือกองทุน LTF ดังนั้นหากเราสามารถวางแผนภาษีได้ดี เราก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากเช่นกัน เมื่อเราประหยัดภาษีได้ ก็เท่ากับเราได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น

2.สะสม เมื่อลดการใช้จ่ายได้แล้ว ก็เป็นเรื่องของการสะสมเพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Flexibility) ซึ่งไม่จำกัดเพียงแค่เรื่องเงิน เราควรสะสมชื่อเสียง เพื่อนไว้ด้วย เกี่ยวกับเรื่องสะสมชื่อเสียงและเพื่อนนี้ ผมโชคดีที่ได้รับคำชี้แนะจากผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่งว่า ในการดำเนินชีวิต เราจะต้องมีพร้อมทั้งน้ำมือ น้ำคำ และน้ำใจ

 ๐ น้ำมือ คือ ทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม ด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มความสามารถ เกี่ยวกับเรื่องการทำงานนี้ คุณฐิตินันท์ วัธนเวคิน ผู้บริหารธนาคารเกียรตินาคิน ได้เคยให้คำชี้แนะผมเกี่ยวกับการทำงานว่า หากต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน เมื่อได้รับมอบหมาย 100 ให้ทำ 150 เพราะปัจจุบันเราเองไม่ได้แข่งขันกับตัวเองเท่านั้น เรายังต้องแข่งขันกับบุคคลอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในเครือหรือนอกเครือเกียรตินาคิน วิธีที่จะประสบความสำเร็จได้ก็คือ ต้องขยันมากกว่า และจดจ่อ (Focus) มากกว่าเท่านั้น

 ๐ น้ำคำ คือ พูดจาไพเราะ มีสัมมาคารวะ พูดความจริง มีสัจจะ รักษาคำพูด

 ๐ น้ำใจ คือ มีจิตใจเอื้ออาทรต่อผู้อื่น คอยให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่นอยู่เสมอ โดยบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน และปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความยุติธรรม

หากเรามีครบทั้ง 3 น้ำ แน่นอนว่าเราได้สะสมทรัพย์สินที่มีค่าไม่ยิ่งหย่อนกว่าเงิน คือ เพื่อนและความน่าเชื่อถือ

3.เพิ่มพูน คือ เพิ่มพูนความรู้ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม หรือการนำความรู้ที่มีอยู่เดิมมาสร้างสรรค์ ประยุกต์ ปรับปรุง เพื่อสร้างความมั่นคงให้ตัวเรา ตัวอย่างเช่น เราอาจสร้างเงินออมของเราให้เพิ่มพูนขึ้น โดยการเพิ่มผลตอบแทนเงินออมของเราให้มากขึ้น โดยการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเงิน การลงทุน หรือพูดง่ายๆ คือ ให้เงินออมของเราเป็นแหล่งรายได้ให้เราอีกทางหนึ่ง ลำพังความรู้ด้านการวางแผนภาษีอย่างเดียว เราก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการวางแผนภาษีแล้ว นอกจากนี้ในภาวะที่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงสูง นอกจากเพิ่มพูนผลตอบแทนของเงินออมแล้ว เราควรเพิ่มพูนความรู้ สร้างแหล่งรายได้ใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงในการหารายได้ เช่น การหาความรู้ที่สามารถเป็นวิชาชีพอิสระ เผื่อจะเป็นรายได้เสริมกรณีที่จำเป็นก็ได้ เช่น การเรียนรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจส่วนตัว เช่น ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น

4.คิดบวกเสมอ คำว่า “วิกฤตการณ์” นั้น ในภาษาจีนประกอบด้วยตัวอักษร 2 ตัว คือ “ภยันตราย” และ “โอกาส” เหมือนอย่างบทความที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ได้เขียนบทความเรื่อง “Buy American. I am” ลงใน The NewYork Times ว่า ในช่วงที่อเมริกากำลังเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและสถาบันการเงินในขณะนี้ เขาได้ทยอยเข้าซื้อหุ้นของบริษัทต่างๆ ในอเมริกาเข้าในพอร์ตส่วนตัวของเขา จากที่เดิมพอร์ตส่วนตัวของเขาไม่มีหุ้นเลย มีแต่พันธบัตรรัฐบาล เหตุผลง่ายๆ ที่เขาใช้ก็คือ “จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกลัว” (Be fearful when others are greedy, and be greedy when others are fearful) เขาให้เหตุผลว่า “เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่จะหลีกหนีการลงทุนในธุรกิจที่ประสบกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนักที่จะหลีกหนีการลงทุนในธุรกิจที่มีพื้นฐานดี มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจสูง แต่ราคาได้ปรับลดลงมาก จากความตื่นตระหนกของตลาด”

ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นแนวทางกว้างๆ ที่เราสามารถใช้ได้ในช่วงเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงอย่างปัจจุบัน

ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆสำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจ ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ page ใน face book ชื่อ Sathit Bovornsantisuth CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ... 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท