posttoday
"คิดให้เป็นเงิน" ส่องมุมมองคนสร้างตัว "รวยก่อนแก่"

"คิดให้เป็นเงิน" ส่องมุมมองคนสร้างตัว "รวยก่อนแก่"

21 มิถุนายน 2558

ตัวอย่างของคนที่ "รวยก่อนแก่" มีให้เห็นมากมาย และเส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินของพวกเขาเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง,   ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ,  / ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

คำว่า “รวยก่อนแก่” คือ ความฝัน “แก่ก่อนรวย” คือความจริง อาจจะใช้ได้กับคนไทยส่วนใหญ่ แต่ตัวอย่างของคนที่ “รวยก่อนแก่” ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างมากมาย เขาเป็นมนุษย์ทองคำ มีอิสรภาพทางการเงินได้อย่างไรเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และทุกคนล้วนได้ความมั่งคั่งมาจากความอดทนและผ่านความลำบากมาก่อน

ต้องนำเงินไปลงทุนในจุดที่ถูกต้อง

โอภาส ถิรปัญญาเลิศ หรือ “ใหญ่” อายุ 43 ปี มีความมั่งคั่งให้ตัวเองและครอบครัวตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว เขาเป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่กลายเป็นผู้ลงทุนที่มีความสุขในปัจจุบัน (Happy Investor) และยังสามารถทำงานและใช้ชีวิตที่รักที่มีความหลากหลายกว่า

เมื่อก่อน “ใหญ่” มาจากครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะดี ทำงานเก็บเงินเพื่อส่งตัวเองเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ เรียกว่าไม่สามารถสัมผัสกับการออมได้มาก เพราะอยู่ในฐานะที่ต้องทำไปใช้ไป พอเขามีโอกาสตำแหน่งงานที่สูงขึ้นก็เจอบททดสอบวิกฤต ปี 2540 ถึงขั้นไม่มีเงินเติมน้ำมันหรือจ่ายค่าโทรศัพท์ เงินเดือนต้องลดตามสัดส่วนตามตำแหน่งหัวหน้า จึงเริ่มรับจ๊อบคุมงานด้านบริษัทรับเหมาตกแต่งภายในเพิ่ม แต่ต้องเป็นหลังจากทำงานประจำ รวมถึงช่วงวันเสาร์และอาทิตย์ ต่อด้วยงานที่ 3 คือรับงานแปลเอกสารและจดหมายภาษาอังกฤษหน้าละ 60 บาท

เขาประคับประคองงานทั้ง 3 อย่างนี้ไปตลอด 4-5 ปี งานประจำเงินเดือนเริ่มกลับมามั่นคงกว่าเดิมจนปี 2547 เริ่มมีคนรอบข้างบอกลงทุนหุ้นมีกำไร เพราะในชีวิตเริ่มมองหาความมั่นคงมากขึ้น จึงกระโจนเข้าไปและฟังแต่คำแนะนำเจ้าหน้าที่การตลาดซื้อขายตามข่าว และยังเอาเงินที่บ้านมาลงทุน เจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 ขาดทุนเป็นหลักล้านบาท หรือสูงสุดติดลบถึง 50% จึงตัดสินใจขายหุ้นเพื่อเอาเงินทุนกลับมาและเริ่มมองสินทรัพย์ด้วยการซื้อคอนโดมิเนียมให้เช่า ได้อัตราผลตอบแทน 11-12% ต่อปี ทำให้คิดว่า “การเอาเงินไปลงทุนในจุดที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ” จนปัจจุบันมีคอนโดให้เช่ามากกว่า 10 ห้อง และหากตอนนี้จะขายห้องนั้นไปอย่างน้อยจะได้กำไรกลับคืนมาเฉลี่ยห้องละ 30-40%

กลับมาลงทุนหุ้นอีกครั้งหลังทิ้งไป 5 ปี หลังไปอ่านหนังสือทำการบ้านมากขึ้น และทำให้รู้ว่าถ้าเลือกลงทุนหุ้นอย่างถูกวิธีก็สามารถทำได้ จึงกลับเข้ามาลงทุนด้วยความไม่ประมาท และเป็นแชมป์ผู้ลงทุนหุ้นของบัวหลวงในสต๊อกมาสเตอร์ จนวันหนึ่งคิดว่าควรออกจากงานประจำที่ทำมากว่า 18 ปี ที่ดูแลเรื่องฝ่ายจัดซื้อมีความเครียดต่องานสูง เพราะต้องรับผิดชอบพิจารณาการใช้เงิน

สิ่งที่ “ใหญ่” ต้องการฝาก คือ ตอนนี้เด็กรุ่นใหม่อาจมองแต่ภาพที่สวยงามจากความสำเร็จของคนที่มีอิสรภาพทางการเงินแล้ว แต่อย่าลืมว่าพวกเขาผ่านความยากลำบากมาก่อน เหมือนกับตึกที่เราเห็นว่าตึกนี่สวย แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือทุกตึกต้องมีฐานรากที่แข็งแกร่งก่อน อะไรที่โตเร็วเกินไป หรือก่อสร้างเร็วอย่างตึกอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะอาจจะสร้างขึ้นมาโดยที่ฐานรากของตึกที่ไม่ได้แข็งแรง เด็กรุ่นใหม่หลายคนไม่เคยผ่านช่วงวิกฤตที่โหดร้าย ซึ่งจะโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะพ่อแม่เองที่เคยผ่านความลำบากมาไม่อยากให้ลูกลำบากเลยป้อนทุกอย่าง แต่ถ้าสอนให้ลูกรู้จักขยันอดทน ฉะนั้นเปลี่ยนแปลงได้ถ้าแนะวิธีคิดใหม่ให้แก่ลูก

สไตล์ชัดแล้วค่อยหาสตางค์

วิสูตร แสงอรุณเลิศ หรือ “บอย” อายุ 40 ปี บรรณาธิการแห่งสต็อคทูมอร์โรว์ เจ้าของหนังสือพ็อกเกตบุ๊กแนวพัฒนาตนเอง เจ้าของแฟนเพจ Boy’s Thought ที่มีผู้ติดตามมาก ปัจจุบันเขามีความมั่นคงทางการเงินและสร้างความปลอดภัยให้ครอบครัวภายในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยไม่ต้องทำงานได้แล้ว

แนวคิดหลักของเขา คือ “ต้องรู้สไตล์ให้ได้ก่อนที่จะหาสตางค์” จากเดิมที่เราคุ้นชินกับการตั้งเป้าหาสตางค์ก่อนแล้วค่อยมาใช้ตามสไตล์ที่เราอยากจะให้เป็น เมื่อเป้าหมายชัดจึงเริ่มหาสตางค์จากงานประจำ 8 ชั่วโมงแรก ใช้ความขยันในการทำงานของตัวเองให้ดีที่สุด จากนั้นค่อยเริ่มขั้น 2 หาสไตล์ที่เป็นตัวเองหรืองานอดิเรกทำอีกใน 8 ชั่วโมงหลังจากทำงานประจำ โดยส่วนนี้ควรมีความแตกต่างจากสิ่งที่ทำในงานประจำ

งานที่ 2 ของเขาคือการมาเป็นบรรณาธิการที่สต็อคทูมอร์โรว์ ทั้งๆ ที่ยังเป็นนิตยสารแฟชั่นอยู่ แต่เขาต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยเอาความสามารถของตัวเองที่จะเริ่มกล้าต่อรอง เปลี่ยนวิธีการคิดรายได้ที่เดิมสต็อคทูมอร์โรว์ให้เงินเป็นก้อนจำนวนหนึ่ง โดยที่เจ้าของเรื่องไม่รู้ว่าหนังสือจะขายดีหรือไม่ แต่เขาขอเปลี่ยนเป็นแบ่งส่วนกำไร (Profit-sharing) เพราะคิดว่าวิธีนี้จะทำให้ทุกฝ่ายวินวินทั้งคู่ กำไรมากก็ได้มาก เมื่อกำไรน้อยก็ควรได้น้อย ทำจนแน่ใจงานอดิเรกที่เคยทำมีความสนุกและสร้างรายได้มากกว่าก็เริ่มสู่จุดวัดใจขั้น 3 ที่เปลี่ยนจากงานที่ไม่ประจำกลายเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้มากกว่า จากนั้นเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนที่ 4 คือนำเงินที่มีไปลงทุนต่อให้งอกเงย เพราะการหวังฝากเงินกับแบงก์อย่างเดียวตอนนี้ไม่ใช่คำตอบแล้ว

เรียนรู้ที่จะหาความมั่งคั่ง

นิจจรีย์ นิธินวกร หรือ “นานิ” อายุ 22 ปี และเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีด้านการเงินจากฮ่องกงไม่กี่สัปดาห์ หลายคนรู้จักเธอจากเจ้าของหนังสือสร้างเงินล้านก่อนเรียนจบและสร้างเงินล้านด้วยงานออฟฟิศ ทุกวันนี้เธอบอกว่า ยังแตะกับคำว่าอิสรภาพทางการเงินได้เพียง 3% ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนในหุ้นและเงินออมจากที่ฝึกงานด้วยเรียนไปด้วยแตะเลข 7 หลักแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ถึง 10 ล้านบาท แต่เธอก็พยายามที่จะไปถึงเป้าหมายว่าอายุ 35 ปี ต้องมีอิสรภาพทางการเงิน หรือมีเงินมากกว่า 50 ล้านบาท ให้ได้

ชีวิตเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้เธอจะเรียนโรงเรียนชื่อดัง แต่การใช้ชีวิตวัย 8-14 ปี ก็ไม่ได้สบาย เนื่องจากที่บ้านเจอวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง พอสอบชิงทุนไปเรียนไฮสกูลที่สิงคโปร์ได้เงินใช้เดือนละ 5,000 บาท ทำให้ที่ผ่านมาชีวิตเธอรู้จักเก็บและใช้อยู่แล้ว จนคิดเรื่องลงทุนเพราะเห็นคุณพ่อมีเงินปันผล และเด็กวัย 17 ปี เมื่อเห็นเงินปันผลของตัวเองที่ได้มา 2,000 บาท ก็ดีใจแล้ว จึงเริ่มมองหาเงินมาเติมทั้งสองส่วน คือรายได้ที่เพิ่มขึ้นและเงินที่เข้ามาเติมในพอร์ตการลงทุนของตัวเอง

แก่นของอิสรภาพทางการเงิน คือ “ต้องหาเงินให้ได้ ออมเงินให้เป็น และบริหารเงินดี” เพียงแต่มีกี่คนจะลงมือทำ แต่สำหรับเธอใช้ทฤษฎีต้องเอาตัวเองเข้าไปในที่ที่อยากอยู่ อยากเรียนรู้ เพื่อให้ได้ประสบการณ์และรู้จักผู้คนมากมาย ทำให้ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมาทุกปิดเทอม เธอเลือกฝึกงานตามที่ต่างๆ ตั้งแต่ขอไปฝึกงานในบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่ง บริษัทจัดสัมมนาของต่างประเทศ เพื่อได้ฟังสัมมนาของกูรูลงทุนฟรี และสิ่งที่คิดว่าได้มากสุดคือการฝึกงานกับแบงก์ของสวิตเซอร์แลนด์ที่ฮ่องกง ซึ่งให้ประสบการณ์ฝึกงานและรายได้ที่สูงสุด

เธอแนะว่า ทุกคนก็สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดการออมการลงทุนได้หมด เพียงแต่ใครเริ่มก่อนก็ย่อมมีโอกาสที่ดีกว่า คนรุ่นใหม่หรือคนที่ทำงานประจำอาจเริ่มต้นเป้าหมายว่าทำอย่างไรให้มีเงินจากงาน 1 หมื่นบาท/เดือน หรือคนวัยเรียนที่จะเริ่มออมเงิน 5-10% ของรายได้ที่มีทางบ้านให้การออมก่อนย่อมรวยกว่าอย่างแน่นอน

อาชีพทำเงิน

ความมุ่งมั่นที่จะ “รวยก่อนแก่” ของคนในเจเนอเรชั่นเบบี้บูมและเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ อาจจะสายเกินไป แต่คนพันธ์ุใหม่หากมุ่งมั่นที่จะรวยให้ได้ก่อนที่จะเกษียณอายุงาน ก็จะต้องมีการวางแผนตั้งแต่การเลือกวิชาเรียนและประกอบอาชีพ

สำหรับอาชีพในตลาดแรงงานจากการสำรวจของ อเด็คโก้ ประเทศไทย บริษัทผู้ให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคล พบว่า อาชีพสายงานอุตสาหกรรมเป็นอาชีพที่มีอัตราเงินเดือนสูงสำหรับผู้มีอายุงาน 0-5 ปี เช่น พนักงานการเงิน 2-5.5 หมื่นบาท/เดือน พนักงานไอที 2-8 หมื่นบาท/เดือน เป็นต้น ส่วนงานไอทีเป็นอาชีพที่มีอัตราเงินเดือนสูงสำหรับผู้มีอายุงาน 0-5 ปี เช่น ที่ปรึกษาด้านเทคนิค 2-5 หมื่นบาท/เดือน ฝ่ายจัดการ 2.5-4 หมื่นบาท/เดือน เป็นต้น

สายงานวิศวกรรมและช่างเทคนิคเป็นอาชีพที่มีอัตราเงินเดือนสูงสำหรับผู้มีอายุงาน 0-5 ปี เช่น สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม 2.5-4.5 หมื่นบาท/เดือน วิศวกรโยธา 1.8-4.5 หมื่นบาท/เดือน วิศวกรไฟฟ้า 1.8-5 หมื่นบาท/เดือน วิศวกรโรงงาน 1.8-5 หมื่นบาท/เดือน เป็นต้น

ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่กำลังขยายตัวและมองหาคนมากที่สุด แบ่งตามสายงานดังนี้ สายงานออฟฟิศ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจเทรดดิ้ง อุตสาหกรรมการผลิต การบริการ การค้าปลีก และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สายวิศวกรรมและช่างเทคนิค ได้แก่ อุตสาหกรรมเคมี อิเล็กทรอนิกส์ อาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมการผลิต และอุตสาหกรรมการก่อสร้าง

สายงานไอที ได้แก่ กลุ่มผลิตซอฟต์แวร์ การเงินการธนาคารและประกัน อุตสาหกรรมการผลิต ธุรกิจออนไลน์ และโทรคมนาคม สายงานปฏิบัติงานในเขตอุตสาหกรรม ได้แก่ เทรดดิ้ง ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมการผลิต สายงานใช้ทักษะภาษาญี่ปุ่น ได้แก่ ธุรกิจไอที กลุ่มธุรกิจเทรดดิ้ง โทรคมนาคม การเงิน การบริการ ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจยานยนต์ ที่ปรึกษาทางด้านธุรกิจ และอสังหาริมทรัพย์

อีกอาชีพหนึ่งที่ยังขาดแคลนและมีความต้องการของตลาดที่สูงมาก คือนักคณิตศาสตร์ประกันภัยในระดับสูงสุดหรือระดับเฟลโลว์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วโลกเพียง 19 คนเท่านั้น

เรื่องนี้ “พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน” นายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย บอกว่า หากย้อนหลังไป 20 ปี ในอเมริกานักคณิตศาสตร์ประกันภัย ถือว่าได้เป็นอาชีพ 1 ใน 5 มาตลอด แม้แต่ในปี 2558 ก็ได้เป็นอันดับที่ 1 ในอเมริกา ส่วนสถานการณ์ในปัจจุบันของไทยก็ยังขาดแคลนอยู่ ส่วนเรื่องรายได้ของอาชีพนี้ ก็ไม่น้อยหน้าอาชีพไหน ปัจจัยกำหนดผลตอบแทนก็ขึ้นอยู่กับคุณวุฒิและประสบการณ์ควบคู่กัน

ผลสำรวจของอเด็คโก้ ยังพบว่า ค่าตอบแทนเป็นปัจจัยที่สำคัญเป็นอันดับแรกสำหรับพนักงานที่อยากอยู่ต่อกับองค์กรหรือผู้ที่กำลังหางานใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน

"คิดให้เป็นเงิน" ส่องมุมมองคนสร้างตัว "รวยก่อนแก่" ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์

งานฮิตคนเจนวาย

สตาร์ทอัพ ถือว่าเป็นรูปแบบธุรกิจหนึ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการเข้ามาทำกันมากขึ้น เพราะเทรนด์การอยากใช้ชีวิตแบบเป็นเจ้านายตัวเองไม่ต้องการเป็นลูกน้องคนอื่น และการเติบโตด้านเทคโนโลยีมีส่วนเกื้อหนุนให้คนรุ่นใหม่สานต่อแนวความคิดเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น หากใครมีไอเดียดีๆ การเริ่มทำธุรกิจในโลกออนไลน์ก็อาจจะสร้างรายได้อย่างมหาศาล เช่นเดียวกับมหาเศรษฐีของโลกอย่างบิล เกตส์ แห่งไมโคร ซอทฟ์ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แห่ง เฟซบุ๊ก หรือ แลร์ลี่ เพจ จากกูเกิ้ล ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากสตาร์ทอัพ

สำหรับในประเทศไทยก็มีสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จแล้วหลายราย อย่างเช่น แอพพลิเคชั่น อีบุ๊ค ที่ชื่อว่า 'อุ๊คบี' แอพพลิเคชั่นด้านการศึกษา 'ถามครู' หรือแอพพลิเคชั่น รีวิวอาหาร อย่าง 'วงใน' เป็นต้น ที่ประสบความสำเร็จมีคนใช้บริการจำนวนมาก จนเป็นที่สนใจของกลุ่มทุนที่เข้ามาร่วมลงทุน

ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท  อุ๊คบี  กล่าวว่า เดิมเปิดบริษัทเขียนโปรแกรมชื่อว่า ไอเดียเวิร์ค และทำธุรกิจด้านนี้มาเป็นเวลากว่า 10 ปี ถึงจุดหนึ่งจึงคิดว่า ถ้าเขียนโปรแกรมไปเรื่อยๆ ก็ต้องหาลูกค้าใหม่ไปเรื่อยๆ เลยอยากหารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ บ้าง ซึ่งตอนนั้นเห็นเทรนด์อีบุ๊คในต่างประเทศเติบโตมาก จึงพัฒนาอุ๊คบีขึ้นมา อีกทั้งโอกาสการเติบโตก็มีสูง เพราะคนเริ่มอ่านข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น การนำเอาเทรนด์อีบุ๊กเข้ามาก่อนรายอื่นๆ จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ มากขึ้น

"ธุรกิจอีบุ๊คในต่างประเทศสูงถึง 25% ในขณะที่ไทยเริ่มมีตัวเลขการเติบโตประมาณ 1% เพราะฉะนั้น ในอนาคตก็น่าจะโตได้อีกเรื่อยๆ เพราะเทรนด์การใช้งานกระดาษจะค่อยๆ ลดลง ซึ่งคู่แข่งในตลาดที่ให้บริการอีบุค ได้แก่ บีทูเอส นายอินทร์และซีเอ็ดบุค เป็นต้น ซึ่งอุ๊คบีต้องหาโปรโมชั่นและกลยุทธ์ใหม่ๆ เข้ามา เพื่อสร้างความแตกต่างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การทำหนังสือเสียงหรือออดิโอบุ๊ค การ์ตูนหรืออุ๊คบีคอมมิค ถือว่าเป็นการปรับตัวตามเทรนด์การใช้งานหนังสือของคนในสังคม เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ มากขึ้น"ณัฐวุฒิ กล่าว

ปัจจุบันอุ๊คบี มีลูกค้าดาวน์โหลดไปใช้งานแล้วกว่า 6 ล้านราย ลูกค้าใช้งานประจำอยู่ที่ 2 ล้านราย หลังจากเพิ่มโปรโมชั่นบุฟเฟ่ต์มีลูกค้าใช้งานเพิ่มขึ้นซึ่งลูกค้าที่มองเรื่องความคุ้มค่า อ่านหนังสือวันละ 2 เล่มก็คุ้มค่าแล้ว

"การเป็นสตาร์ทอัพนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าเหนื่อยกว่าการทำงานบริษัททั่วไป เพราะต้องหารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ รองรับความต้องการของลูกค้าตลอดเวลาเพื่อสร้างโอกาสทางการเติบโต ถ้าคิดว่าตั้งใจและมีแรงที่จะทำก็ให้ลงมือทำทันที เพราะมีหลายคนคิดว่าอยากจะเป็นสตาร์ทอัพ แต่สิ่งสำคัญคือการลงมือทำ" ณัฐวุฒิ กล่าว

โดยธุรกิจประเภทสตาร์ทอัพนี้จะเกิดขึ้นจากทีมงานไม่กี่คน และมีโอกาสเติบโตเร็วมาก เพราะฉะนั้นคนที่จะทำธุรกิจด้านนี้ต้องมีความอดทนและความตั้งใจสูง ถือว่าเป็นความแตกต่างเมื่อเทียบกับธุรกิจประเภทเอสเอ็มอี ธุรกิจสตาร์ทอัพจะมีโอกาสโตเร็วมากในเวลาเพียง 4-5 ปี ซึ่งคนที่เป็นสตาร์ทอัพนั้นจะไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นธุรกิจแบบเอสเอ็มอีจึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามความต้องการของตลาดได้ตลอดเวลา

ทางด้าน วิชานน์ มานะวาณิชเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งแอพพลิเคชั่น ถามครู (Taamkru) กล่าวว่า ช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาแอพพลิเคชั่น ถามครู นั้น เพราะเป็นช่วงแรกของการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งการที่เราเป็นสตาร์ทอัพทำให้ไม่มีรูปแบบธุรกิจที่ตายตัว จึงต้องรู้จักปรับตัวและหากลยุทธ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา ซึ่งธุรกิจสตาร์ทอัพนั้น สามารถเลียนแบบกลยุทธ์ทางธุรกิจของรายอื่นได้ ด้วยการนำมาปรับให้เหมาะกับลูกค้าที่มีในมือ

"เพราะสตาร์ทอัพจะมีโครงสร้างทางธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมได้ เพราะใช้เม็ดเงินในการทำธุรกิจจากนักลงทุน ดังนั้น จึงต้องหาวิธีก้าวให้สูงอยู่ตลอด การกล้าที่จะขยายธุรกิจให้แข็งแกร็ง แม้จะมีความกดดันจากการใช้เม็ดเงินของคนอื่น แต่ก็ไม่เจ็บตัวเยอะเท่ากับการใช้เงินลงทุนส่วนตัว ข้อสำคัญของคนที่ทำธุรกิจด้านสตาร์ทอัพคือการตื่นตัวในการทำธุรกิจอยู่ตลอดเวลา" วิชานน์ กล่าวสรุป

ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แอพพลิเคชั่นรีวิวร้านอาหาร wongnai  ได้กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของแอพวงในนั้น มาจากประสบการณ์ที่เคยทำเว็บไซต์ไม่ประสบความสำเร็จมาก่อน เพราะความไม่พร้อมจึงเริ่มหาความถนัดจากสิ่งที่ชอบ

"ตอนนั้นผมไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา และได้มีโอกาสทำเว็บไซต์ trustbit ขึ้นมา แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก ผมมองว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของทีม ที่ผมต้องจ้างโปรแกรมเมอร์มาช่วยทำ ซึ่งตอนนั้นหลายๆ อย่างยังไม่ดีพอ จึงไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อกลับมาเมืองไทยก็ได้คุยกับเพื่อนๆ ที่เป็นโปรแกรมเมอร์ ว่าจะทำธุรกิจร่วมกัน โดยปิ๊งไอเดีย จากความชอบอ่านรีวิวร้านอาหารของต่างประเทศที่ชื่อ Yelp จากนั้นในปี 2553 จึงร่วมกันทำเว็บไซต์ wongnai ขึ้นมา และพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่รองรับได้ทั้งวินโดว์ส แอนดรอยด์ ไอโอเอสและแบล็คเบอรี่" ยอด กล่าว

ช่วงแรกของการทำงานนั้น ใน1-2 ปีแรก wongnai แทบจะไม่มีรายได้เข้ามาเลย แต่หลังจากที่มีคนรู้จักมากขึ้น มีจำนวนร้านอาหารครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ ก็มีการบอกกันปากต่อปาก จนเริ่มมีลูกค้าทั้งเจ้าของสินค้าและร้านอาหารมาเข้าร่วมมากขึ้น

"ตอนนี้เรามีสมาชิกจากทุกแพลตฟอร์ม คือ เว็บและแอพพลิเคชั่นอยู่ที่ 1.8 ล้านคน จำนวนร้านอาหารในระบบ 1.8 แสนร้านทั่วประเทศ เรียกได้ว่า ไปที่ไหนก็สามารถหาร้านอาหารได้ไม่ยากแค่เข้าวงใน ซึ่งรายได้ที่เข้ามาจะมาจากการขายโฆษณา แบนเนอร์และรีวิวโพสต์ในโซเชียลมีเดีย"

ยอด แนะนำคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเป็นสตาร์ทอัพว่า ต้องดูความถนัด แพสชั่นและความต้องการของตลาดก่อนว่าคืออะไร ค่อยลงมือทำและต้องทำด้วยความตั้งใจ อีกทั้งเรื่องของทีมงานก็สำคัญมากเช่นกัน

"แนวคิดที่ผมแนะนำสตาร์ทอัพรุ่นใหม่มาโดยตลอดนั้น ข้อแรก ต้องมองสิ่งที่เราถนัด และทำสิ่งนั้นได้ดีก่อน เพราะถ้าทำงานจากความชอบและรักที่จะทำ เราจะทำงานนั้นๆ ออกมาด้วยความตั้งใจและงานออกมาดี แต่ก็ต้องคำนึงด้วยว่าสิ่งที่เราชอบนั้นมีตลาดหรือกลุ่มลูกค้าชอบเหมือนกันไหม จากนั้น ค่อยมาดูเรื่องของทีมงาน ว่ามีเป้าหมายเหมือนกันหรือไม่ ด้วยความที่ทีมของผมเป็นโปรแกรมเมอร์กันเยอะ จึงสามารถพัฒนาหรือแก้ไขโปรแกรมและระบบหลังบ้านเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตลอดเวลา รวมทั้งแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ ทำให้ไม่ท้อที่จะสานต่อ wongnai ต่อไป" ยอด กล่าว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ