posttoday
ผลประโยชน์ของลูกค้าต้องมาก่อน

ผลประโยชน์ของลูกค้าต้องมาก่อน

19 มิถุนายน 2558

โดย ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย และ สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

โดย ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย และ สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ซับซ้อนและน่าสนใจมาก เมื่อคุณไปซื้อของที่ประเทศอังกฤษ คุณอาจจะได้ยินคำถามว่า “Are you being served?” ซึ่งเป็นการสอบถามว่า คุณได้รับการดูแล/ช่วยเหลือจากพนักงานของร้านหรือยัง คำตอบอาจมีว่า “Yes, I am being served, thank you.” แต่ในสหรัฐอเมริกา ข้อความ “Yes, I am being served” จะมีความหมายที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง เพราะการใช้ข้อความ “you got served” ในรูปแบบปัจจุบัน ซึ่งมีความหมายว่า คุณเพิ่งได้รับหมายศาล แจ้งว่าคุณเพิ่งถูกฟ้องร้อง ในกลุ่มของคนที่ยังมีอายุไม่มากนัก

การที่จะถูก “served” มีความหมายว่า คุณพ่ายแพ้อย่างมาก อาจเป็นการพ่ายแพ้ทางกีฬา หรือคุณอาจจะถูกโกงมา แย่ไปกว่านั้น คำว่า serve อาจใช้สำหรับกิจกรรมที่สัตว์ตัวผู้ทำกับสัตว์ตัวเมียในการผสมพันธ์อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในด้านการของบริการด้านการเงิน ประชาชนคนไทยทั่วไปได้รับการดูแลที่ไม่ดีมากมาเป็นเวลานาน (poorly served) จากนายธนาคาร จาก โบรกเกอร์ จากตัวแทนประกัน และจากผู้จัดการกองทุน เป็นต้น

ด้วยเหตุผลบางประการ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินในประเทศไทย อาทิ กองทุนรวม และกรมธรรม์ประกันชีวิต มักจะมีราคาที่สูงกว่าในต่างประเทศมาก โดยเฉลี่ย ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนรวม (Total Expense Ratio – TER) ของกองทุนรวมดัชนีทั่วไป (Index Fund) หรือ กองทุนรวมดัชนีที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (Exchange Traded Fund – ETF) ในสหรัฐอเมริกา จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.26 ต่อปี บางกองทุนจะมีค่าเฉลี่ยที่ต่ำกว่า อาทิ Vanguard S&P 500 ETF ที่เรียกเก็บเพียงร้อยละ 0.05 ต่อปี ในเวลาเดียวกัน กองทุนรวมดัชนีของไทย ที่อิงตามดัชนี SET-50 จะเรียกเก็บร้อยละ 0.8 ต่อปี และไม่เป็นสิ่งที่แปลกสำหรับกองทุนประเภท (Active Funds) จะมีอัตราค่าธรรมเนียมเรียกเก็บระหว่างร้อยละ 1.8 ถึง 2.2 ต่อปี หลักการนี้ใช้กับกรมธรรม์ประกันชีวิตเช่นกัน สำหรับทุนประกันเท่ากัน เบี้ยประกันในสิงคโปร์จะเท่ากับ 1 ใน 3 ของเบี้ยประกันในประเทศไทย

โดยรวมนักลงทุนคนไทยได้รับการบริการที่มีคุณภาพแบบ “ผลักดันสินค้าตนเอง/products pushing” จากธนาคารมาโดยตลอด และยิ่งเห็นได้ชัดในกรณีของสินค้าประเภทกองทุนรวมต่างๆ   มีธนาคารจำนวนไม่มากในประเทศไทยที่เปิดขายกองทุนรวมที่ไม่ใช่ของตน ธนาคารมักจะขายกองทุนยี่ห้อของตนในสาขาต่างๆ ของตัวเองเท่านั้น 

สิ่งเหล่านี้คงจะไม่สำคัญหากเรากำลังจะซื้อแชมพูหรือยาสีฟัน เนื่องจากยี่ห้อที่แตกต่างกันในสินค้าจำพวกนั้น มีคุณภาพที่แตกต่างกันน้อยมาก อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงกองทุนรวมแล้ว ผลดำเนินงานของกองทุนที่ดีที่สุดกับแย่ที่สุดแตกต่างกันมาก

นอกจากนี้นักลงทุนควรจะระวังกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Funds – FIF) ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมที่หลบซ่อนอยู่ เนื่องจากกองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนต่อยอด (Feeder Fund) ซึ่งหมายความว่า ผู้จัดการกองทุนในประเทศไทยไม่ได้บริหารกองทุนด้วยตนเอง เพียงแต่ส่งเงินไปยังกองทุนในต่างประเทศ  เพราะฉนั้น ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บไม่ควรจะสูงเกินไป

นอกจากนี้ การตลาดแบบรุก โดยธนาคารหรือบริษัทกองทุนมักแจกของแถม อาทิ บัตรของขวัญ ไมล์สายการบิน คะแนนบัตรเครดิต หรืออาจเป็นเตาอบไมโครเวฟ อาจชักจูงนักลงทุนไปในทางที่ผิด และไม่น่าแปลกใจที่กองทุนที่ให้ของแถมมากที่สุด มักจะเป็นกองทุนที่มีผลดำเนินการต่ำกว่ากองทุนอื่น

เป็นที่น่าเสียดายที่ธนาคารในประเทศไทยยังควบคุมช่องทางการซื้อขายกองทุนรวม (Closed architecture platform) โดยมีน้อยกว่าร้อยละ 20 ของกองทุนรวมที่มีการซื้อขายผ่านช่องทางอิสระ 

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่มากขึ้นกำลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสนามการลงทุน โดยเริ่มมี โบรกเกอร์จำนวนมากขึ้นที่ให้ทางเลือกคล้ายกับซูเปอร์มาร์เก็ตกองทุนรวม (Fund supermart) ซึ่งจะเป็นแหล่งที่นักลงทุนสามารถจะได้รับคำแนะนำที่เป็นอิสระเกี่ยวกับการเลือกสินค้ากองทุนรวมจากบริษัทจัดการกองทุนรวมต่างๆ ธนาคารต่างชาติ รวมถึงนักวางแผนการเงินอิสระ กำลังเริ่มลงแข่งในสนามการขายกองทุนรวม โดยมีแนวทางการจัดตั้งแบบเปิด (Open platform) สามารถขายกองทุนได้จากหลายแหล่ง ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภค เพราะเนื่องจากมีกองทุนหลายพันกองทุนให้เลือก นักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่มีเวลาและความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะศึกษาข้อมูลอย่างครบถ้วน การขอความช่วยเหลือจากนักวางแผนการเงินที่มีคุณสมบัติ จะทำให้คุณประหยัดเวลาและประหยัดเงินได้ในระยะยาว

ที่น่าสนใจคือ สหรัฐอเมริกากำลังเป็นผู้นำในการยกความต้องการของผู้บริโภคให้มีความสำคัญขึ้น (Put clients’ best interests first) ผลของการศึกษาซึ่งใช้เวลากว่า 4 ปี กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อเดือนเมษายนว่า จะมีการแก้ไข Employee Retirement Income Security Act โดยการเพิ่มข้อความในส่วนของความหมายของ fiduciary (ความไว้วางใจ) ภายหลังการแก้ไขแล้ว จะมีการเข้มงวดกับมาตรฐานความไว้วางใจสำหรับผู้ที่ให้คำปรึกษาด้านการเกษียณ กับผู้ที่ถือบัญชีการเกษียณ (Individual Retirement Account – IRA) อาทิ 401K และผู้ที่อยู่ในแผนการเกษียณอื่นๆ สรุปสั้นๆ คือ ผู้ใดที่ได้รับผลตอบแทนจากการให้คำปรึกษาด้านการเกษียณ ผลประโยชน์ของลูกค้าต้องมาก่อน

หลักการของข้อเสนอนี้ควรเกิดขึ้นมานานแล้ว ถึงแม้ว่า นักลงทุนน่าจะได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาสูงสุด แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะฉะนั้น เมื่อ โบรกเกอร์ ของคุณถามคุณว่า คุณได้รับการดูแลหรือยัง คำตอบควรจะไปในแนวว่า โบรกเกอร์ ควรดูแลผลประโยชน์ของคุณก่อน แล้วคุณถึงจะจ่ายเงินค่าบริการให้กับเขา

 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท