
รู้จักความเสี่ยงของตราสารหนี้ก่อนเลือกลงทุน (ต่อ)
โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
คราวที่แล้วเราพูดคุยกันถึงความเสี่ยงด้านราคา (Price Risk หรือ Interest Rate Risk หรือ Market Risk) ของตราสารหนี้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาตราสารหนี้มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีความผันผวนด้วย ราคาของตราสารหนี้มักจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด ถ้าดอกเบี้ยในตลาดปรับสูงขึ้น ราคาตราสารหนี้จะปรับลดลง หรือในทางกลับกัน ถ้าดอกเบี้ยในตลาดปรับลดลง ราคาตราสารหนี้จะปรับสูงขึ้น
แต่ดอกเบี้ยในตลาดที่เปลี่ยนแปลง ไม่ส่งผลกระทบเฉพาะราคาตราสารหนี้อย่างเดียวสิ มันกระทบต่อดอกเบี้ยที่เราเอาไปลงทุนต่อด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าเราลงทุนในตราสารหนี้ A 100,000 บาท ดอกเบี้ย 5%/ปี อายุ 5 ปี ปรากฏว่าหลังจากที่เราลงทุนไป ดอกเบี้ยในตลาดก็ลดลงไปเรื่อยๆ สมมติเหลือ 3%/ปี ทีนี้เมื่อเราได้รับดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ A มาปีละ 5,000 บาท เราก็ต้องเอาไปลงทุนต่อ แต่แทนที่จะได้ดอกเบี้ย 5%/ปีเหมือนเดิม กลับได้ดอกเบี้ยแค่ 3%/ปีตามดอกเบี้ยในตลาด เท่ากับทำให้ดอกเบี้ยของดอกเบี้ยของเราลดน้อยลง ความเสี่ยงประเภทนี้ของตราสารหนี้แหละครับคือ ความเสี่ยงอันดับที่ 3 ที่มีชื่อเรียกกันว่า ความเสี่ยงจากการลงทุนต่อ (Reinvestment Risk) คือ ความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนไม่สามารถนำดอกเบี้ยที่ได้รับจากตราสารหนี้ไปลงทุนต่อภายใต้อัตราผลตอบแทนระดับเดิมที่เคยได้รับ พูดง่ายๆ ก็คือ ความเสี่ยงที่ดอกเบี้ยของดอกเบี้ยไม่เท่ากับผลตอบแทนระดับเดิมที่เคยได้
ทีนี้เอาหล่ะสิ ดอกเบี้ยในตลาดที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงไม่แน่นอน กลับมีผลต่อตราสารหนี้ถึง 2 ด้าน คือ ความเสี่ยงด้านราคา กับ ความเสี่ยงจากการลงทุนต่อ และที่สำคัญคือ มีผลต่อตราสารหนี้ในทิศทางตรงข้ามกันด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าดอกเบี้ยในตลาดปรับสูงขึ้น ราคาตราสารหนี้จะลง (ทำให้เราขาดทุนถ้าขายตราสารหนี้) แต่ดอกเบี้ยในตลาดที่ปรับสูงขึ้นก็จะทำให้ดอกเบี้ยของดอกเบี้ยที่เราได้รับมากขึ้นตามดอกเบี้ยในตลาดด้วย แต่ในทางกลับกัน ถ้าดอกเบี้ยในตลาดปรับลดลง ราคาตราสารหนี้จะขึ้น (ทำให้เราได้กำไรถ้าขายตราสารหนี้) แต่ดอกเบี้ยในตลาดที่ปรับลดลงก็จะทำให้ดอกเบี้ยของดอกเบี้ยที่เราได้รับลดน้อยลงตามดอกเบี้ยในตลาดด้วย
ทีนี้ หากดอกเบี้ยในตลาดเกิดปรับลดลงจริงๆ แล้วเราก็อยากขายทำกำไร ปรากฏว่าหาคนที่จะมาซื้อไม่มี ความเสี่ยงอันนี้ คือความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) ครับ เป็นความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนไม่สามารถขายตราสารหนี้ในจังหวะเวลาที่ต้องการและในราคาที่เหมาะสมได้ หรือหากต้องการจะขายจริงๆ ก็ต้องมีการลดราคาตราสารหนี้ เพื่อดึงดูดให้มีคนมาซื้อขาย เพราะคนที่จะซื้อ เขาก็กลัวว่าซื้อไปจะขายยากเช่นกัน และถ้าต้องขายก็จะขาดทุนเยอะ ดังนั้นคนที่จะซื้อ ก็จะกดราคาเรามาก ทำให้เราขายขาดทุนมาก
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องนี้จะมีมากกับตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง คือ ซื้อง่ายแต่ขายยาก หรือขายไม่ได้ราคา แต่หากเป็นพันธบัตรรัฐบาล ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องก็จะน้อย
ดังนั้นหากจะซื้อตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงๆ ก็ต้องเผื่อด้วยว่าหากจำเป็นต้องขาย จะขายได้หรือไม่ ขายยังไง และขายได้ราคาเท่าไร แต่ถ้าให้แนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ที่มีสภาพคล่องสูงดีกว่า เพราะเราไม่มีทางรู้หรอกครับว่าอนาคตจะมีวันไหนที่เราจำเป็นต้องใช้เงินบ้าง ไม่ใช่หมายถึงกรณีเลวร้ายเช่น ต้องขายตราสารหนี้เพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ เสมอไป แต่ก็อาจมีบางครั้งในอนาคตที่เราได้โอกาสพิเศษของการลงทุน เช่น อาจได้สิทธิซื้อหุ้นจองตัวดีๆราคาถูกๆ ฯลฯ แล้วบังเอิญเงินสดที่เราเก็บไว้ไม่มากพอ เราก็อาจจำเป็นต้องขายตราสารหนี้ที่เราลงทุนอยู่ก็ได้ เพราะผลตอบแทนของหุ้นจองน่าจะมากกกว่าดอกเบี้ยที่เราได้รับจากตราสารหนี้ แต่เราก็อาจพลาดโอกาสนั้น ถ้าตราสารหนี้ที่เราลงทุนมีสภาพคล่องต่ำ คือ ขายยากครับ
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆสำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจ ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ page ใน face book ชื่อ Sathit Bovornsantisuth CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ







